TMA  NEWS
Thailand Management Association
Why good leaders make you feel safe.

Why good leaders make you feel safe.

7 กันยายน 2561 16:40 น.
Line
Why good leaders make you feel safe.
Why good leaders make you feel safe. 
 
“ผู้นำที่ดีคือ คนที่ทำให้พนักงานในองค์กรรู้สึกมั่นคง และรู้สึกได้รับความไว้วางใจ” 
ในโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ความผันผวนของเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนของตลาด หรือแม้แต่เทคโนโลยีที่เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิต สิ่งต่างๆ เหล่านี้คอยขัดขวางชีวิต และลดทอนความสำคัญ ลดโอกาสที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ ส่งผลกระทบให้ธุรกิจมีความล้าสมัยได้เพียงชั่วค่ำคืน และจุดนี้เป็นจุดที่ผู้นำมีบทบาทสำคัญมากที่สุด 
 
Simon Sinek ได้หยิบเรื่องราวของเหตุการณ์ต่างๆ มาเล่าเพื่อให้รู้สึกว่า การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีนั่น ก่อให้เกิดผลต่อศักยภาพการทำงานได้อย่างไร และทำไมผู้นำถึงเป็นตัวแปรสำคัญในแต่ละสถานการณ์
 
ความรู้สึกความไว้วางใจ และการร่วมมือกัน  
 
- วิลเลี่ยม สเวนสัน ผู้ได้รับเหรียญกล้าหาญจากรัฐบาล จากการช่วยเหลือกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐบาลอัฟกานิสถาน ที่จะไปพบปะกับผู้สูงอายุในหมู่บ้านต่างๆ แต่ถูกซุ่มโจมตีและถูกล้อมศัตรู ท่ามกลางความวุ่นวายมีคนเห็นร้อยเอกสเวนสัน วิ่งฝ่ากระสุนเข้าไปช่วยคนบาดเจ็บ แบกศพผู้เสียชีวิตออกมาลำเลียงขึ้นเฮลิคอปเตอร์ และเขาก็กลับออกไปช่วยคนอื่นต่อกับทหารอีกคนหนึ่ง  จากภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น Simon เกิดความสงสัยและตั้งคำถามว่า ทำไมพวกเขาถึงยอมเสียสละตนเอง เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น  แล้วทำไมผมถึงไม่มีเพื่อนร่วมงานที่เสียสละแบบนี้บ้าง ผมจึงสอบถามกับเหล่าทหารคนอื่นๆ ว่า “ทำไมเขาต้องยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อคนอื่นๆ คำตอบที่ได้จากทุกคน คือ “ถ้าเป็นตัวเขาเอง เขาก็จะทำอย่างนี้เช่นกัน เพราะมันคือความร่วมไม้ร่วมมือ และความรู้สึกที่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน” ดังนั้นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ แท้ที่จริงแล้วมันเป็นเพราะสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดการกระทำเหล่านี้ พวกเราทุกคนต่างมีศักยภาพในตัวเองทุกคน เมื่อเราเจอสภาพแวดล้อมที่ดี เพื่อนร่วมงานที่ดี พวกเราก็จะทำสิ่งที่น่าทึ่งเหล่านี้ได้ ปัญหาของความไว้วางใจและความร่วมมือ คือ มันเป็นเรื่องของความรู้สึก ไม่ใช่การทำตามคำสั่ง 

- แล้วความรู้สึกไว้ใจนี้มาจากไหน หากมองย้อนกลับไปในยุคหินเราจะพบกับโลกที่เต็มไปด้วยอันตรายที่เกิดจากสภาพแวดล้อม การขาดแคลนทรัพยากร จึงทำให้เกิดการพยายามเข่นฆ่ากัน เพื่อความอยู่รอดปลอดภัย  แต่พอยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปมีวิวัฒนาการมาเป็นสัตว์สังคมมากขึ้น การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน และทำงานร่วมกัน เราสร้างความไว้ใจให้แก่กัน จนเกิดความรู้สึกปลอดภัย พฤติกรรมของคนเราก็จะเปลี่ยนไป แต่ถ้าเราไม่ไว้ใจกัน นั่นหมายความว่า เราก็จะเกิดความระแวงกันเอง ซึ่งมันเป็นระบบที่แย่กมากต่อการมีชีวิตอยู่รอด
 
ฉะนั้นหากเราต้องเจอกับสถานการณ์ที่เลวร้ายต่อธุรกิจ ตัวแปรเดียวที่เปลี่ยนได้ คือ สภาพแวดล้อมในองค์กร  และจุดเปลี่ยนคนสำคัญก็คือ ผู้นำ บทบาทผู้นำมีความสำคัญมาก เพราะผู้นำคือผู้สร้างบรรยากาศในองค์กร เมื่อผู้นำมองเห็นถึงความสำคัญเรื่องของความปลอดภัยและชีวิตของพนักงานเป็นอันต้น ยอมเสียสละความสบาย และผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้คนอื่นๆ รู้สึกปลอดภัย และรู้สึกมั่นคง เรื่องมหัศจรรย์ในองค์กรก็จะเกิดขึ้นได้ 
ถ้าสภาพแวดล้อมไม่ดี ก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกบังคับให้ทำ เมื่อเราถูกบังคับให้ทำ พฤติกรรมก็จะเปลี่ยนไปโดยธรรมชาติ ทุกคนจะปกป้องตัวเองจากคนอื่น ไม่มีความไว้วางใจให้กัน และไม่เกิดการทำงานร่วมกัน ซึ่งไม่ต่างอะไรกับยุคหินเราต้องปกป้องตัวเองเพื่อความอยู่รอด เมื่อไหร่ที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้นั่นหมายถึง องค์กรกำลังอ่อนแอลง  ในทางกลับกันหากสภาพแวดล้อมในออฟฟิคทำให้พนักงานรู้สึกปลอดภัย รู้สึกมั่นคง ก็จะเกิดความร่วมมือ รวมเข้ากันกับจุดแข็งของแต่ละคน เพื่อต้องเผชิญกับอุปสรรค ทุกคนก็จะทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง และเป็นหนึ่งใจเดียว ฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ 
 
ผู้นำเปรียบเสมือน พ่อแม่ 
 
Simon ได้อธิบายให้ภาพชัดมากขึ้น การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี หากเปรียบเทียบการเป็นผู้นำที่ดี เสมือนกับการเป็นพ่อแม่ คุณต้องการอะไร อะไรทำให้คุณเป็นพ่อแม่ที่ดี เราต้องการให้โอกาสแก่ลูกๆ ของเรา ให้การศึกษา การอบรมและการลงโทษเมื่อจำเป็น สร้างความเชื่อมั่นในตนเอง และให้โอกาสลูกได้ทดลองและล้มเหลว ทั้งหมดก็เพื่อให้คนของเราประสบความสำเร็จยิ่งกว่าที่เราเคยคิดว่าจะทำได้ 
เรื่องเล่าจาก บ๊อบ แชพแมน เจ้าของบริษัทผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ ประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้บริษัทไม่มีเงินจ่ายค่าจ้างให้พนักงานทั้งหมด บอร์ดบริหารให้เลิกจ้างพนักงาน แต่บ๊อบปฏิเสธวิธีการเลิกจ้างพนักงาน เพราะมันเป็นเรื่องที่ยากมาก  เขาจึงคิดโครงการพนักงานขึ้นมา พนักงานทุกคนตั้งแต่เลขาถึงซีอีโอ ต้องลาพักร้อนโดยไม่รับเงินเดือน เป็นเวลารวม 4 สัปดาห์ โดยไม่จำเป็นต้องลาติดต่อกัน โดยบ๊อบใช้วิธีการสื่อสารกับพนักงานทุกคนว่า “เราทุกคนลำบากกันคนละนิด ดีกว่าให้ใครบางคน ต้องลำบากแสนสาหัสอยู่คนเดียว” สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พนักงานเริ่มแลกวันลากันเอง ใครที่เดือดร้อนมาก ก็แลกวันลากับคนที่เดือดร้อนมากกว่า โดยยอมลา 5 สัปดาห์ เพื่อให้บางคนลาแค่ 3 สัปดาห์ ที่สำคัญที่สุดคือ ขวัญและกำลังใจของพนักงานเพิ่มขึ้น พฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติคือ การไว้วางใจและร่วมมือ 
 
การเป็นผู้นำ คือ ทางเลือก ไม่ใช่ตำแหน่ง 
 
ไซม่อนบอกว่า เขารู้จักหลายคนที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดในองค์กร แต่ไม่มีความเป็นผู้นำเลย เขาดูเป็นผู้มีอำนาจมากกว่าผู้นำ แล้วพนักงานต้องทำตามคำสั่งเขา เพราะเขามีอำนาจเหนือกว่า แต่พนักงานไม่ได้อยากเดินตาม  นอกจากนี้ผมรู้จักพนักงานทั่วไปหลายคนที่มีตำแหน่งล่างๆ ซึ่งไม่มีอำนาจ แต่มีความเป็นผู้นำอย่างแท้จริง เพราะว่าเขาเลือกที่จะดูแล คนที่อยู่ทางซ้ายของเขา และเลือกที่จะดูแล คนที่อยู่ทางขวาของเขา นั่นแหละ คือ ผู้นำ ที่ต้องดูแลทุกคนรอบข้าง 
 
“เมื่อผู้นำเสียสละ เพื่อให้ทีมรู้สึกปลอดภัย ได้รับการปกป้อง และได้ประโยชน์ เมื่อผู้นำทำสิ่งเหล่านี้ การตอบสนองกลับอย่างธรรมชาติคือ คนในทีมก็จะยอมเสียสละเพื่อองค์กร เพื่อผู้นำ พวกเขาจะยอมทำงานด้วยเลือดหยาดเหงื่อ และน้ำตา เพื่อให้ได้เห็นวิสัยทัศน์ของผู้นำเป็นจริง” เหมือนกับที่ไซม่อนได้ถามกับเหล่าวีรบุรุษทหารกล้าว่า ทำไมคุณต้องเสียสละเช่นนั้น คำตอบที่ได้เป็นเสียงเดียวกันคือ “เพราะถ้าเป็นเขา เขาก็จะทำอย่างนั้นเพื่อฉันเหมือนกัน” และนี่คือ องค์กรแบบที่เราทุกคนอยากทำงานด้วย 
สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย TMA ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดี
หากคุณยังคงใช้งานบนเว็บไซต์ เราถือว่าคุณยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ ( Cookie Policy )