TMA  NEWS
Thailand Management Association
ค้าปลีกอาเซียนขยับรับยุคดิจิทัล

ค้าปลีกอาเซียนขยับรับยุคดิจิทัล

5 ตุลาคม 2561 10:47 น.
Line
ค้าปลีกอาเซียนขยับรับยุคดิจิทัล
ค้าปลีกอาเซียนขยับรับยุคดิจิทัล 
เขียนโดย ชลภัทร
เรียบเรียงโดย สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย TMA


เมื่อกระแสโลกเปลี่ยน ทำให้ธุรกิจไม่ว่าขนาดเล็กหรือใหญ่ต่างต้องปรับตัวตามให้ทันเพื่อให้อยู่รอดต่อไปได้เช่นเดียวกับธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่ต้องเริ่มขยับตัวเพื่อก้าวให้ทันโลกยุคดิจิทัล เพราะยังมีผู้ประกอบการค้าปลีกหลายรายที่มีมุมมองและความคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลในทางที่ผิด โดยเฉพาะการคิดว่ามันเป็นเพียงแค่กระแสที่ผ่านมาแล้วผ่านไป

ในยุค 4.0 นอกจากดิจิทัลจะเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องทำความเข้าใจและปรับตัวให้ทันแล้ว ยังกลายเป็นอีกทักษะสำคัญเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในโลกปัจจุบันที่ไม่หยุดนิ่ง ใครที่มองเห็นโอกาสและปรับก่อนก็จะเป็นผู้ได้เปรียบ แต่หากใครที่ยังยึดติดกับความคิดหรือความสำเร็จรูปแบบเดิมๆ จนปรับตัวไม่ทันก็จะอยู่ยากขึ้น เพราะตอนนี้โลกได้เปลี่ยนไปสู่ยุค “ปลาเร็วกินปลาช้า” ไม่ใช่ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” อีกต่อไปแล้ว

ประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลกที่มีไลฟ์สไตล์แบบคนเมืองมากขึ้น รวมทั้งการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนที่สะดวกและง่ายขึ้นล้วนตอกย้ำความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัล ปรากฏการณ์เหล่านี้จึงสนับสนุนให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งนั่นย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ในอาเซียนจีนนับเป็นตัวอย่างในการปรับตัวของธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่ปรับตัวเข้าสู่การค้าออนไลน์ (อีคอมเมิร์ซ) ได้ชัดที่สุด โดยในปี 2560 มูลค่าการค้าออนไลน์ของจีนประมาณการณ์อยู่ที่ 26.5 ล้านล้านหยวน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 15.22% ซึ่งการเติบโตนี้ทำให้เกิดการค้าปลีกรูปแบบใหม่ๆ ที่มีช่องทางหลากหลาย เช่น การประสานช่องทางการค้าทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภค

ปัจจุบันจึงเห็นว่าร้านค้าปลีกส่วนใหญ่ในจีนจะมีออฟชั่นเสริม นอกจากผู้บริโภคจะสามารถเข้ามาเลือกซื้อของภายในร้านได้แล้ว ยังสามารถสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์โดยร้านค้าปลีกเหล่านั้นจะจัดส่งสินค้าตามออเดอร์ให้ถึงมือผู้บริโภคภายในวันที่ทำการสั่งซื้อสินค้าเลยทีเดียว กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญในการทำธุรกิจค้าปลีกที่ผสานเข้ากับโลกออนไลน์ ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างทันท่วงที และเป็นการปรับตัวของธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิมให้ก้าวทันเทคโนโลยีดิจิทัลและอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน 

อย่างไรก็ดีการปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์ไม่ใช่มีเพียงการค้าปลีกแบบดั้งเดิมรายเล็กๆ เท่านั้น แต่ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) เองก็มาปรับตัวเพื่อให้ทันกระแสโลกเช่นกัน โดยมีการลงทุนสร้างแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ในรูปแบบของตัวเอง รวมทั้งการร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสต่างๆ เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าและสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง

เมื่อโลกธุรกิจก้าวสู่ยุคอินเตอร์เน็ตออฟธิงค์ (IoT) การค้าปลีกออนไลน์จึงถูกหยิบมาใช้เป็นโมเดลเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในยุคดิจิทัล เช่น บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ระดับโลกอย่างยูนิลีเวอร์ที่ทำเทคโนโลยีดิจิทัลที่สามารถวัดปริมาณการใช้น้ำสำหรับล้างจาน และมีเซ็นเซอร์แจ้งเตือนหากมีการใช้น้ำในปริมาณมากเกินไปในแต่ละระดับ ช่วยลดการใช้น้ำและรักษาสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น ขณะที่แบรนด์ก็ได้ภาพลักษณ์สินค้าที่ดีไปด้วยในสายตาผู้บริโภค ซึ่งต่างจากโมเดลสร้างความยั่งยืนในรูปแบบเดิมๆ ที่จะเน้นสร้างกำไรให้กับผู้ถือหุ้นเป็นหลัก

สำหรับปัจจัยที่แบรนด์สินค้าและธุรกิจค้าปลีกต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับการทำการตลาดและการค้าออนไลน์มากขึ้น เพราะแนวโน้มอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตออฟธิงค์ (IoT) มีการคาดการณ์ว่าในปี 2568 จะมีประมาณ 1 แสนล้านชิ้น โดยเข้าไปมีอิทธิพลต่อชีวิตของผู้คนจำนวนมากขึ้น

สอดคล้องกับข้อมูลทิศทางการใช้อินเตอร์เน็ตออฟธิงค์ (IoT) ทั่วโลกที่คาดการณ์ว่าในปี 2568 การใช้จ่าย IoT ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 63 ล้านล้านบาท และสร้างมูลค่าต่อเศรษฐกิจโลก 315 ล้านล้านบาท สำหรับไทยคาดว่าการใช้จ่าย IoT อยู่ที่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ขณะที่สร้างมูลค่าต่อเศรษฐกิจ 3 ล้านล้านบาท

ดังนั้นธุรกิจควรเริ่มศึกษาและพัฒนาธุรกิจให้สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ เพราะเทคโนโลยีดิจิทัลนอกจากจะช่วยเพิ่มยอดขายให้ธุรกิจเนื่องจากสามารถขายของให้ใครที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ได้แล้ว ยังช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ได้อีกด้วย
ฉะนั้นหากธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมสามารถเปลี่ยนความคิดและมุมมองการทำธุรกิจแบบเดิมๆ ออกจากกรอบมาเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัล แล้วหยิบข้อดีของเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ นอกจากจะช่วยสร้างโอกาสเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังทำให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในกระแสดิจิทัลดิสรัปชัน (Digital disruption) เพราะต้องไม่ลืมว่ากลุ่มคนที่มีพลังอำนาจซื้อในโลกอนาคตจะเป็นกลุ่มคนเจเนอเรชั่นวายและซีที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตผูกพันเทคโนโลยีดิจิทัล

ที่มา : นิตยสาร TMA Vol.8 Issue 31 Oct - Dec 2018

ดาวน์โหลดนิตยสารฉบับเต็มได้ที่ 
https://www.tma.or.th/2016/news_detail.php?id=319
สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย TMA ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดี
หากคุณยังคงใช้งานบนเว็บไซต์ เราถือว่าคุณยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ ( Cookie Policy )