TMA  NEWS
Thailand Management Association
สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับข้อมูลเมื่อเทคโนโลยีเชื่อมต่อกับสภาพแวดล้อม

สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับข้อมูลเมื่อเทคโนโลยีเชื่อมต่อกับสภาพแวดล้อม

12 พฤศจิกายน 2561 12:00 น.
Line
สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับข้อมูลเมื่อเทคโนโลยีเชื่อมต่อกับสภาพแวดล้อม
สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับข้อมูลเมื่อเทคโนโลยีเชื่อมต่อกับสภาพแวดล้อม 
Mr. Sean Ness, Business Development Director, Institute for the Future (IFTF), USA 
 
“The Future is already here, it’s evenly distributed.” 
            แม้ว่าอนาคตเป็นสิ่งยังไม่เกิดขึ้น และเราไม่มีข้อเท็จจริงหรือข้อมูลจากอนาคตอยู่ในมือ แต่เราเองยังต้องตัดสินใจในเรื่องเกี่ยวกับอนาคตอยู่ดี การตัดสินใจเหล่านั้นมักมาจากคนประเภทที่ทำงานกับข้อมูลตัวเลข ซึ่งจะอ่านค่าต่างๆ เพื่อคาดการณ์และลงมือปฏิบัติ การกระทำเช่นนี้ คือ การหา Signal ที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อคาดการณ์อนาคต   โดย Signal นั้นจะอยู่ในรูปของอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ การบริการ ประสบการณ์ แผนธุรกิจ สิ่งที่พบเจอมา การค้นคว้า การสร้างต้นแบบ ข่าว ข้อมูลต่างๆ สิ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อเก็บข้อมูล Signal ว่ามีอะไรบ้าง คือ การเอาทีม Strategy มาคุยกันเดือนละครั้ง เพื่อหาคำตอบว่าช่วงเปลี่ยนผ่าน (shift) ในธุรกิจของเรามีอะไรได้บ้าง เป็นการมองย้อนกลับไปเพื่อให้เห็นวันข้างหน้า
ในเรื่องของการเชื่อมต่อการสื่อสารก็เช่นเดียวกัน ปัจจุบันนี้เราอยู่ในโลกแห่ง Mass Communication เห็นได้ง่ายๆ จากการรับชม World Cup หรือ Live Broadcast ต่างๆ ทั้งยังมี SNS เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้สามารถถ่ายทอดเรื่องราวจากคนหนึ่งสู่คนหลายคน และจากคนหลายคนสู่คนหลายคนได้ ก้าวต่อไปของเรื่องการสื่อสาร คือ  การเชื่อมต่อระหว่างสิ่งของรอบตัวและมนุษย์ 
ทั้งนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับข้อมูลต่างๆ เมื่อเทคโนโลยีเชื่อมต่อกับสภาพแวดล้อม (Ambient) จะแบ่งออกเป็น 5 รูปแบบหลักๆ ดังนี้
 
 
Embedded: การฝังคำสั่งข้อมูลลงในสิ่งของ เช่น หมวกกันน็อคที่มี sensor เมื่อผู้ขับขี่ลดความเร็วลง จะมีการส่งสัญญาณไปที่สมาร์ทโฟนของผู้ขับขี่ จากนั้นสมาร์ทโฟนจะส่งสัญญาณให้ไฟแดงที่ติดอยู่ด้านหลังของหมวกกันน็อคแดงขึ้นมา หรืออีกตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ Mood Sensing Headphone ที่สามารถตรวจจับความดันเลือดได้ ใช้ระหว่างการออกกำลังกาย โดยสามารถกำหนดล่วงหน้าไว้ได้ว่าต้องการออกกำลังนานกี่นาที อัตราการเต้นของหัวใจที่เท่าไหร่ หากเราเริ่มหมดแรงในช่วงใกล้หมดเวลา หูฟังก็จะทำการเล่นเพลงจังหวะมันส์ๆขึ้นมาเพื่อกระตุ้นให้เราวิ่งต่อจนจบ
 
Illuminated: เป็นการสร้างประสบการณ์แบบ from heuristic to optimal เช่น feature “On this day” หรือ “วันนี้เมื่อ...ปีที่แล้ว” บนเฟสบุ๊ค ซึ่งส่งผลให้เรามีการใช้งานเฟสบุ๊คนานขึ้น ยังไม่เลิกเล่น และยังไม่เปลี่ยนไปเล่นแอพพลิเคชั่นอื่น เพราะเรื่องราวบนเฟสบุ๊คนั้น สัมพันธ์กับอารมณ์ความรู้สึกและความทรงจำที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา หรืออีกตัวอย่างที่มีประโยชน์มากๆก็คือ แว่นตาที่จับภาพแล้วสามารถบรรยายภาพได้ เมื่อนำมาให้คนตาบอดใส่ ก็สามารถอ่านเมนูได้ เป็นส่วนหนึ่งของ AI แม้แต่สายตาปกติก็ใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน เช่น กรณีมองหาคนในห้องประชุม หาว่าใครเป็นแฟนฟุตบอลทีมไหน หาว่าใครจบมหาวิทยาลัยไหนมาเมื่อมีการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของ LinkIn โดยผู้ที่สวมแว่นเองก็สามารถกรองข้อมูลได้ ส่วนผู้ที่โดนมองสามารถเลือกได้ว่าจะเปิดเผยข้อมูลหรือไม่ แต่หากเลือกไม่เปิดก็อาจหลุดกระแสได้
 
Anticipatory: การคิดล่วงหน้า เช่น กรณีของ Self-replenishing water filter ไส้กรองน้ำที่จัดการเปลี่ยนตัวเอง โดยปกติเราจะเปลี่ยนไส้กรองเองเมื่อคิดว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยน แต่ Britannica บริษัทเครื่องกรองน้ำชื่อดังกลับทำการส่งไส้กรองมาให้ที่บ้านเลย ผู้ใช้ก็จะทราบได้ทันทีว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้ว หรือ กรณีอเมซอน สร้าง Anticipatory Shipping โดยส่งสินค้าที่คาดว่าลูกค้าน่าจะชอบและต้องการใช้มาให้ก่อนเลย ถ้าไม่อยากซื้อค่อยส่งกลับ เช่น ส่งของเด็กอ่อนให้ลูกค้าที่กำลังตั้งครรภ์ เป็นต้น
 
Multisensory: เทคโนโลยีอย่าง VR สามารถพาเราไปโลกอีกใบหนึ่งได้นั้นไม่ใช่ของที่จะมาใช้กลางที่สาธารณะแล้วตัดตัวเองออกจากโลกภายนอก เช่น ใส่ตอนขึ้นรถไฟ แต่ควรใช้ในที่ส่วนตัว เช่น คุณพ่อใส่ VR เพื่อบันทึกภาพตอนเล่นกับลูก เก็บไว้เป็นความทรงจำ หรือ กรณีของ SimSensei Therapy Bot ที่นำเอา Bot มารับสายคนไข้แทน therapist เนื่องจาก therapist อาจจะไม่ว่างรับสายได้ตลอดเวลา ผลลัพธ์ออกมาค่อนข้างดี คนไข้อดีตทหารสงครามเล่าว่าพวกเขาชอบการคุยกับ Bot มากกว่าคน เพราะรู้สึกเป็นส่วนตัวกว่า ทั้งยังให้คำปรึกษาได้ดีขึ้นทุกครั้ง ไม่ต้องกลัวเรื่องการรักษาความลับทำให้พูดเรื่องในใจออกไปได้เต็มที่ ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น
 
Programmable: การโปรแกรมเพื่อรวมเอาเทคโนโลยีมารวมกับวัตถุทั่วไปที่มีอยู่แล้วให้ออกมาเป็นเครื่องมือที่มหัศจรรย์ได้ เป็นการเปลี่ยนประสบการณ์แบบ from solo to symphony เช่น การโปรแกรมให้ Alexa เปิดเพลงที่บ้านให้ลูกๆฟังแม้ตัวคุณพ่อจะไปทำงานต่างประเทศ หรือ ฟังก์ชั่นที่สามารถใช้รถยนต์ Tesla สั่งเปิดประตูโรงรถได้ จะเห็นได้ว่าในทั้งสองตัวอย่าง เกิดการรวมเทคโนโลยีเข้ากับเครื่องมือธรรมดาๆที่เราคุ้นเคยกันดี เช่น เครื่องเสียง ระบบเซ็นเซ่อร์ หรือแม้แต่ประตูเลื่อนโรงรถ
 
ถ้าลองดูจาก Signal ที่มีให้เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เราสรุปได้ไม่ยากว่าก้าวต่อไปของโลกแห่งการเชื่อมต่อสื่อสารผ่านเทคโนโลยี คือ การพัฒนาชีวิตด้วยสูตรสำเร็จทางเทคโนโลยีที่จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายและดีขึ้น เช่น ถ้าวันนี้ฝนจะตก ให้ส่งการแจ้งเตือนว่าต้องแต่งตัวอย่างไรและหยิบร่มไปด้วย แต่ในขณะเดียวกัน Signal ที่แสดงให้เห็นการนำเอาเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิดก็มีให้เห็นเช่นกัน เช่น ตลาดมืดการจองร้านวันวาเลนไทน์แล้วนำไปขายอัพราคาต่อ หรือกรณีของการซื้อบัตรคอนเสิร์ต เป็นต้น
สุดท้ายนี้ เราควรระลึกไว้เสมอว่าประวัติศาสตร์ของมนุษย์เรา การสื่อสารเกิดขึ้นเพื่อส่งต่อเจตจำนงบางอย่างเสมอ ไม่ว่าจะเพื่อโน้มน้าวใจ การทำเรื่องสนุกสนาน เราสื่อสารเพราะเรามีความตั้งใจอะไรบางอย่าง และเจตจำนงเหล่านี้นี่เอง คือ กุญแจสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เทคโนโลยีเกิดการพัฒนา อย่าลืมถามตัวเองว่าจะทำอย่างไรให้คนเราอยู่อย่างมีความสุข สนุกมากขึ้น จงถามคำถามที่ใกล้ตัวและเป็นจริง แล้วเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ๆก็จะเกิดขึ้นเอง การออกไปท่องโลก เพื่อเปิดประสบการณ์ พาตัวเองไปอยู่ในที่ที่มีแต่คนเก่งๆ ดูสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้เราเกิดไอเดียในการเชื่อมโยง Signal ที่เราสังเกตุได้มาประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีเพื่อการมีชีวิตที่ดีขึ้น อ่านให้เยอะ รู้ให้กว้าง และอย่าหยุดจินตนาการถึงอนาคต!
 
 
ที่มา : STI Forum 2018: “Future Thinking” 
โดย : สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA)
สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย TMA ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดี
หากคุณยังคงใช้งานบนเว็บไซต์ เราถือว่าคุณยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ ( Cookie Policy )