TMA  NEWS
Thailand Management Association
3 เทคนิคการเลือกทิศทางการบริหารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

3 เทคนิคการเลือกทิศทางการบริหารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

22 สิงหาคม 2562 17:51 น.
Line
3 เทคนิคการเลือกทิศทางการบริหารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ
3 เทคนิคการเลือกทิศทางการบริหารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ
คุณนนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการผู้จัดการบริษัท เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย
 
 
บริษัทชั้นนำเข้าถึงอนาคตไวกว่าคนอื่นได้อย่างไร? คุณนนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการผู้จัดการบริษัท เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย  ได้อธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้เรายังตามหลังบริษัทอื่นๆ อยู่รวมถึงแนะนำแนวทางต่างๆ ในหัวข้อ Restructuring Business Model for Growth ที่งาน THAILAND MANAGEMENT DAY 2019 - GROWTH : Building Capabilities for the Future ไว้ว่า เพราะบริษัทเหล่านั้นได้ปรับเปลี่ยนธุรกิจหลักและขยายขนาดธุรกิจใหม่ๆ ก่อนที่จะโดนบังคับให้ทำ
 
คุณนนทวัฒน์ ขยายต่อความว่า เราอยู่ในยุคที่บังคับให้บริษัทอยู่ในความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่ง “Wise Pivot” หรือการเลือกทิศทางอย่างชาญฉลาดให้สำเร็จนั้น บริษัทจะต้องใช้สิ่งต่างๆ ได้แก่

- Transform the core business เราต้องไม่มองว่าธุรกิจปัจจุบันมันจะตายแล้วและปล่อยไปโดยไม่สนใจ เพราะยังมีดิจิตอลเทคโนโลยีอีกหลายๆ อย่างที่สามารถเอามาปรับใช้กับธุรกิจเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีขึ้น

- Grow the core business คือการนำเอาดิจอตอลเทคโนโลยีทั้งหลายมาใช้เพื่อสร้างธุรกิจปัจจุบันให้เติบโต

- Scale new business คือการสร้างธุรกิจใหม่ๆ เช่น Amazon ที่เดิมเป็นธุรกิจร้านหนังสือออนไลน์ แต่ตอนนี้ ขยายธุรกิจ Cloud Provider จนเป็นผู้ให้บริการที่ใหญ่ที่สุดในโลก

นอกจากนี้ wise pivot ยังต้องการแผนการลงทุนที่ถูกต้องเพื่อให้มั่นใจว่า เวลา, ปริมาณ, และทิศทาง ของการลงทุนเป็นไปอย่างเพียงพอ ซึ่งเงินลงทุนใน New Business ก็มาจากการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง Core Business ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

คุณนนทวัฒน์ยังได้ยกข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างบริษัทในอาเซียนและบริษัททั่วโลกเพื่อให้เห็นว่าทำไมเรายังตามหลังอยู่อีกด้วย โดยข้อมูลสำคัญที่ยกมา ได้แก่ 

- รายได้ของบริษัทในอาเซียน ส่วนใหญ่ยังมาจากธุรกิจเดิมเป็นหลัก คือมากกว่า 75%

- การลงทุนในส่วนของ scale new business เรายังตามหลังบริษัททั่วโลกอีกมาก ซึ่งบริษัทในอาเซียนค่อนข้างจะมั่นใจในการลงทุนส่วน core business transformation มากกว่า แสดงให้เห็นว่าเรายังมองไปข้างหน้าไม่พอ

- ส่วนของ Grow the core business อาเซียนให้ความสำคัญกับ Growing Existing หรือการขยายฐานลูกค้า และการสร้างทักษะใหม่ๆ ให้กับคนเพื่อ Grow Business แต่ว่ายังไม่โฟกัสการสร้างเซอร์วิสใหม่ๆ  ในขณะที่ภาพรวมของโลกมีถึง 18% แต่อาเซียนมีเพียง 4% นั่นคือมีการขยายฐานลูกค้าก็จริง แต่ไม่ได้สร้างจากบริการใหม่ๆ โดยอาจจะสร้างจากการให้ความสะดวกสบายลูกค้ามากขึ้น แต่ก็ยังโฟกัสในผลิตภัณฑ์และบริการเดิมๆ อยู่

- ตัวกระตุ้นหรือตัวเร่งให้สร้างนวัตกรรม ในขณะที่ภาพรวมของทั่วโลก ตัวกระตุ้นนี้เกิดจากการเห็นโอกาสในเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ในอาเซียนนั้นกลับเกิดจากคู่แข่งที่เข้ามาสร้างแรงกดดัน ดังนั้นเราจึงควรใช้คน ใช้เวลาในการเข้าใจเทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อมองหาโอกาสจากเทคโนโลยีและเร่งสร้างนวัตกรรมก่อนที่จะรอให้คู่แข่งเข้ามา

- ในเรื่องของโครงสร้างองค์กรและกลยุทธ์ “Concentrated Innovation Strategy” บริษัทจำนวนมากในอาเซียนก็ยังเห็นความสำคัญน้อยกว่าบริษัทในระดับโลก ทำให้เกิดคำถามว่าการที่เราเห็นความสำคัญของนวัตกรรมนั้น มันจริงจังมากแค่ไหน เราได้มีการลงทุน มีการจัดการคน หรือมีหน่วยงานที่ดูแล ซัพพอร์ทเรื่องนวัตกรรมในองค์กรอย่างจริงจังหรือยัง

- Business Expansion หรือการขยายธุรกิจ รวมถึงการสร้าง collaboration และ partnership เป็นสิ่งที่บริษัทในอาเซียนยังให้ความสำคัญน้อยอยู่

โดยรวมนั้นคุณนนทวัฒน์ ให้ความเห็นว่าองค์กรในอาเซียนยังอยู่ใน Reactive Mode มากกว่าที่จะมองเห็นโอกาสจากเทคโนโลยีใหม่ๆ, จากพาร์ทเนอร์ หรือจากข้อมูล ดังนั้นจะต้องมีการทำความเข้าใจในศักยภาพของสิ่งต่างๆ เหล่านี้มากขึ้น เพื่อที่จะได้ก้าวไปสู่ความเป็น Proactive เหมือนอย่างองค์กรในระดับโลก และก็อย่าลืมที่จะทำ Core Business ให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นเพื่อสร้างเงินลงทุนไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ

ที่มา: THAILAND MANAGEMENT DAY 2019 - GROWTH : Building Capabilities for the Future
สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย TMA ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดี
หากคุณยังคงใช้งานบนเว็บไซต์ เราถือว่าคุณยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ ( Cookie Policy )