TMA  NEWS
Thailand Management Association
TMA Trend Talk#10: Mastering the Foresight by Digital Lead

TMA Trend Talk#10: Mastering the Foresight by Digital Lead

23 กันยายน 2562 10:23 น.
Line
TMA Trend Talk#10: Mastering the Foresight by Digital Lead
 
TMA Trend Talk#10: Mastering the Foresight by Digital Lead
Ms. Sara Skvirsky, Research Director, Institute for the Future (IFTF)
Mr. Rodrigo Falcon, Program Director, Institute for the Future (IFTF)
------------
 
อนาคตเป็นสิ่งที่หลักเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับมันได้ อย่างไรก็ตามก่อนเราจะเตรียมพร้อม เราจะต้องมีการ “คิด” ถึงอนาคตก่อน ซึ่งเราจะคิดแบบนั้นได้อย่างไร ในงาน TMA Trend Talk#10: Mastering the Foresight by Digital Lead ได้รับเกียรติจากวิทยากร 2 ท่านมาอธิบายให้เราได้ฟังกัน คุณ Sara Skvirsky, Research Director และคุณ Rodrigo Falcon, Program Director แห่งสถาบันเพื่ออนาคต Institute for the Future หรือ IFTF สถาบันที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับอนาคตมากว่า 50 ปีแล้ว ทำงานวิจัยว่าสิ่งไหนกำลังจะเกิดขึ้น มีสัญญาณอะไรที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงบ้าง และช่วยเหลือบุคคลและองค์กรต่างๆ ในการทำความเข้าใจและการคิดถึงเรื่องของอนาคต โดยในวันนี้ ทั้งคู่จะมาร่วมแบ่งปันถึงวิธีการคิดถึงอนาคต หรือ Futures Thinking ซึ่งประกอบไปด้วยกฏ 6 ข้อ ได้แก่
1. ไม่มีการทำนาย
2. โฟกัสกับสัญญาณ
3. มองไปข้างหลังเพื่อเห็นอนาคต
4. ค้นหาแบบแผน หรือ แพทเทิร์น
5. สื่อสารด้วยเรื่องราว
6. สร้างชุมชน
โดยมีรายละเอียดของแต่ละข้อดังนี้
 
1. ไม่มีการทำนาย
ถ้าใครมาบอกคุณว่าเขารู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร คุณควรหนีจากคนๆ นั้น เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครสามารถทำนายอนาคตได้ คุณ Rodrigo อธิบายว่า Futures Thinking เป็นเรื่องของการเตรียมความพร้อม สิ่งที่เราพยายามทำเมื่อทำงานกับคน คือทำให้เขามีความพร้อมเมื่ออนาคตมาถึง นอกจากนั้นยังเกี่ยวกับการมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการจินตนาการ การสร้างกรอบความคิดแบบใหม่ การสร้างแผนที่และการเดินทางไปยังโอกาสที่อยู่ในแผนที่นั้นด้วยความชัดเจนว่าตัวคุณหรือองค์กรของคุณกำลังตามหาอะไรอยู่
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครทำนายอนาคตได้ แต่เราสามารถที่จะคิดถึงมันอย่างเป็นระบบได้ สิ่งที่เราทำคือ การใช้เฟรมเวิร์คหรือ Mindset ที่เรียกว่า F-I-A ซึ่งประกอบไปด้วย
- Foresight ความเป็นไปได้ อาจจะเป็นสถานการณ์ หรือมุมมองที่เป็นไปได้ในอนาคต 
- Insight สิ่งนี้คือโอกาสที่มีเพียงคุณเท่านั้นที่รู้ เพราะสถานที่ที่คุณอยู่ สถานที่ทำงาน ฯลฯ บางครั้ง Insight ที่คุณรู้อาจจะไม่เหมือนกับของคนอื่น ก็เป็นเรื่องปกติ
- Action ไม่มีประโยชน์ที่จะคิดถึงอนาคตแต่ไม่ลงมือทำอะไร การปฏิบัติด้วยวิถีทางที่ชัดเจนที่จะช่วยให้คุณไปถึงจุดนั้นได้ก่อนใครและได้รับชัยชนะ
 
2. โฟกัสกับสัญญาณ 
เนื่องจากอนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เพราะฉะนั้นเราจะต้องสังเกตจากสัญญาณต่างๆ แทน ซึ่งสัญญาเหล่านี้ สามารถเป็นได้ทั้ง สินค้า บริการ ประสบการณ์ การสังเกตสิ่งรอบตัว ต้นแบบผลิตภัณฑ์ งานวิจัย ข้อมูล หรือข่าวสารต่างๆ แต่เทรนด์ทั่วๆ ไปหรือเทคโนโลยี ไม่ใช่สัญญาณ
ตัวอย่างของสัญญาณเช่น ระบบการให้คะแนน หรือ reputation metrics ของ ebay เมื่อยี่สิบปีก่อน ทำให้คนเกิดความเชื่อใจกัน สามารถซื้อ-ขายของกับคนแปลกหน้าที่ไม่เคยเจอกันได้ ก่อให้เกิดระบบการให้คะแนนในปัจจุบันในแทบทุกอย่าง เราสามารถก้าวขึ้นรถคนแปลกหน้าด้วยความมั่นใจในบริการอย่าง Uber โดยดูจากคะแนนความน่าเชื่อถือ อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ สำนักข่าวในจีนได้เริ่มทดลองใช้ผู้ประกาศข่าวที่สร้างจาก AI ก็เป็นสัญญาณว่า ผู้ประกาศข่าว AI อาจจะสามารถแทนที่ผู้ประกาศข่าวมนุษย์ได้ด้วยราคาที่ถูกกว่าแต่ทำงานได้ดีกว่า ซึ่งการสร้างตัวละครที่เหมือนมนุษย์แต่เป็น AI นี้ก็สามารถกระจายไปสู่องค์กรอื่นๆ ได้ด้วย คุณ Sara ยังได้แนะนำถึงวิธีที่ใช้ดูว่าสัญญาณนั้นเป็นสัญญาณที่ดีหรือไม่ โดยให้ดูว่า
- Specific มีความเฉพาะเจาะจงหรือไม่ – มองหาตัวอย่างที่ชัดเจน มีข้อเท็จจริง เหตุการณ์ หรือสินค้าที่ผลิตออกมา
- Recent เป็นปัจจุบันหรือไม่ – มองหาการพัฒนาที่เพิ่งเกิดขึ้น มองสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัว ดูหนังสือพิมพ์ บล็อก ฯลฯ
- Compelling มีความน่าสนใจที่ยากจะมองข้ามได้หรือไม่ – เช่น ข้อมูลที่ไม่ตรงกันโมเดล หรือข่าวที่ทำให้ระหลาดใจหรือสงสัย
 
3. มองไปข้างหลังเพื่อเห็นอนาคต
การมองไปยังอดีตของปัจจุบันทำให้เราเห็นว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เพราะเราไม่มีข้อมูลของอนาคต ถึงแม้ว่ามันจะไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่มันก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะมองไปในอดีต ถ้าคุณจะมองไปอนาคตในอีก 10 ปีข้างหน้า ให้คุณมองย้อนหลังไปในอดีต 20 ปี คุณ Rodrigo ยังยกคำกล่าวของ IFTF มาว่า “คุณไม่สามารถเป็นนักอนาคตที่ดีได้ถ้าไม่ได้เป็นนักประวัติศาสตร์ที่ดี คุณไม่สามารถจินตนาการความเป็นไปได้ที่สามารถเกิดขึ้นถ้าไม่เข้าใจว่าเรามาถึงปัจจุบันนี้ได้อย่างไร แบบแผนที่กำหนดทิศทางในอดีตมักจะกำหนดอนาคตด้วย” และคำกล่าวของ Mark Twain “ประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอยตัวเอง แต่บ่อยครั้งที่มันจะสอดคล้องกับของเดิม” ความหมายก็คือ ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย แต่มันจะมีรูปแบบที่ซ้ำไปเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่นเมื่อมมีการพัฒนาเครื่องพิมพ์ขึ้นมา ผู้คนในสมัยนั้นเกิดมีความกังวลต่างๆ ทั้งเรื่องเทคโนยี ทั้งเรื่องของการเผยแพร่ข่าวสารที่ผิดๆ ความเป็นห่วงว่าเทคโนโลยีจะส่งผลกระทบกับสังคมอย่างไร ซึ่งก็ไม่ต่างจากคนในสมัยนี้ที่มีความกังวลกับเทคโนโลยีใหม่ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นแบบแผน เมื่อเรามองไปข้างหลังก่อนที่จะมองไปข้างหน้าก็ทำให้เรารู้ว่าที่ครั้งที่นวัตกรรมใหม่ๆ ในสังคมมันจะทำให้มีการรบกวนของอำนาจเกิดขึ้น
 
4. ค้นหาแบบแผน
การมองไปในอดีตและปัจจุบัน บางครั้งก็มีข้อมูลต่างๆ มากเกินไป ซึ่งต้องนำสิ่งเหล่านี้มาดูว่าอะไรมันเป็นประโยชน์ ซึ่งคุณ Sara ได้แนะนำ two-curve framework เพื่อนำมาช่วยให้เข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ดีขึ้น two-curve framework เป็นเส้นโค้งแนวนอนสองเส้น ทางด้านซ้ายจะเป็นอดีต-ปัจจุบัน ส่วนทางด้านขวาจะเป็นอนาคต ซึ่งเส้นที่อยู่ข้างบนทางซ้าย จะค่อยๆ ลดต่ำลงจะเป็นเส้นล่างทางขวา เส้นนี้จะเป็นตัวแทนของสิ่งที่เราทำอยู่ในปัจจุบัน ในขณะที่เส้นด้านล่างฝั่งซ้าย จะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นจะกลายเป็นเส้นด้านบนฝั่งขวา ซึ่งเส้นนี้จะเป็นตัวแทนของสิ่งที่เราจะทำในอนาคต และเส้นทั้งสองมีจุดตัดกันที่ตรงกลาง ตัวอย่างเช่น เส้นของจดหมายกระดาษที่ค่อยๆ ลดลง สวนกับเส้นของอีเมลที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น, เส้นของพลังงานฟอสซิลที่ค่อยๆ ลดลง ส่วนกับเส้นของพลังงานทนแทนที่เพิ่มขึ้น การใช้ two-curve framework จะช่วยให้เรามองเห็นภาพว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น อะไรกำลังจะมาทดแทนอะไร
 
5. สื่อสารด้วยเรื่องราว
มีวิธีการคิดถึงอนาคตอยู่ 2 แบบ แบบแรกคือ คิดถึงความข้อเท็จจริง เช่น ในอนาคตระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น คนจำนวนมากจะต้องอพยพย้ายที่อยู่ ส่วนอีกแบบนึงคือ การเอาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์นั้น เช่น ในอนาคตสนามบินที่ฉันใช้ตอนนี้น่าจะเสี่ยงในการถูกน้ำท่วม การเดินทางโดยเครื่องบินน่าจะลำบากเพราะสภาพอากาศที่แปรปรวน เพราะฉะนั้นฉันจะเลือกอาศัยอยู่ใกล้กับครอบครัว ซึ่งการเล่าเรื่องจะทำให้เห็นภาพมากขึ้นและมีความหมายกับเรามากขึ้น ทำให้สามารถสื่อสารกับคนได้ดีขึ้น
คุณ Rodrigo ได้ยกคำพูดของเพื่อของเขาคือ Jim Dator ว่า “คำกล่าวเกี่ยวกับอนาคตที่มีประโยชน์ควรจะดูเหมือนเป็นเรื่องตลกในตอนแรก” เพราะการเล่าเรื่องไม่จำเป็นต้องทำให้คนเชื่อ แต่มันจะต้องทำให้เกิดการฉุกคิด และคิดถึงสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะฉะนั้นเรื่องราวเกี่ยวกับอนาคตควรจะเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อและทำให้ผู้คนคิดถึงสิ่งใหม่ๆ นอกจากนี้ยังได้พูดถึงรูปแบบสถานการณ์ต่างๆ (Archetypes) เกี่ยวกับเรื่องราวของอนาคตด้วยว่า มันจะเป็น 1 ใน 4 รูปแบบนี้ ได้แก่ การเติบโต (Growth) สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้จะขยายเติบโตขึ้นไป, อย่างที่สอง การพังทลาย (Collapse) เมื่อระบบล้มเหลว มันจะพาให้สิ่งต่างๆ พังทลายลงไปด้วย, อย่างที่สามคือข้อบังคับหรือข้อจำกัด (Discipline/Constraint) เช่น อนาคตอาจเกิดภาวะที่ธรรมชาติเกิดวิกฤติและน้ำเป็นของหายาก และสุดท้าย การเปลี่ยนแปลง (Transformative) คือ สิ่งที่เราเคยทำอยู่ มันสามารถทำได้อีกต่อไปจนเราต้องหาวิธีใหม่ๆ 
บางครั้งนักวิเคราะห์หรือนักวิจัยก็ไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้ดี ซึ่งเราก็ต้องอาศัยศิลปินมาช่วนบอกเล่าเรื่องราว เพราะศิลปินจะมองโลกรอบๆ ตัวอยู่อย่างสม่ำเสมอ และจินตนาการถึงความเป็นไปได้ต่างๆ สร้างผลงานที่ก่อให้เกิดคำถาม การวิจารณ์ และกระตุ้นให้เราคิดถึงทางเลือกต่างๆ
 
6. สร้างชุมชน
อนาคตเป็นเรื่องที่ซับซ้อน คุณไม่สามารถที่จะปีนภูเขาได้เองคนเดียว โลกของเรามีความซับซ้อนและมีชุมชนต่างๆ มากมายอยู่รอบตัวเรา คุณ Sara ได้ยกตัวอย่างความสำคัญของชุมชนโดยได้เล่าถึงกรณีของ Safecast ซึ่งเป็นหน่วยงานอาสาสมัครที่รวบรวมข้อมูลกัมมันตภาพรังสีในบริเวณต่างๆ หลังจากเกิดเหตุการณ์โรงไฟฟ้าฟูกุชิมะ เครื่องวัดกัมมันตภาพรังสีขายหมดเกลี้ยง ญี่ปุ่นไม่มีข้อมูลกัมมันตภาพรังสี ประชาชนไม่รู้ว่าบ้านของเขาปลอดภัยหรือไม่ หลังจากนั้นก็มีกลุ่มชุมชน Hackerspace ได้เข้ามาช่วยสอนสร้างเครื่องวัดและให้กลุ่มคนขับรถติดเครื่องวัดไปรอบๆ ถ้าไม่มีชุมชนการที่จะตรวจวัดความเข้มกัมมันตภาพรังสีให้ครอบคลุมเป็นเรื่องที่ยาก แต่การสร้างชุมชน การสอนทำอุปกรณ์ DIY ทำให้ใครๆ ก็สามารถช่วยวัดและส่งข้อมูลเข้ามายังเว็บไซต์ได้ ทำให้ข้อมูลมีความครอบคลุมอย่างรวดเร็ว คุณ Sara ยังได้กล่าวถึงข้อดีอีกอย่างนึงด้วยว่าชุมชนสามารถมีความคิดร่วมกันและมีความหลากหลาย สามารถร่วมกันสร้างไอเดียจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ได้
 
คุณ Sara ยังได้บอกอีกว่าเราควรจะหาคนที่คิดถึงอนาคตและสร้างเครือข่ายขึ้นมา ถ้าไม่สามารถหาในองค์กรได้ ก็ลองคุยกับเพื่อนข้างนอก หาคนที่คุณคิดว่าฉันอยากจะมองหาสัญญาณของอนาคตร่วมกับคนๆ นั้น หาคนเหล่านั้นให้พบและร่วมสร้างอนาคตด้วยกันตั้งแต่วันนี้ และนำหลักการทั้ง 6 ข้อข้างต้นนี้ไปใช้ ไม่มีการทำนาย, โฟกัสกับสัญญาณ, มองไปข้างหลังเพื่อเห็นอนาคต, ค้นหาแบบแผน, สื่อสารด้วยเรื่องราว, สร้างชุมชน
 
ที่มา: TMA Trend Talk#10: Mastering the Foresight by Digital Lead 
สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย TMA ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดี
หากคุณยังคงใช้งานบนเว็บไซต์ เราถือว่าคุณยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ ( Cookie Policy )