TMA  NEWS
Thailand Management Association
การพัฒนาองค์ความรู้ทางการแพทย์

การพัฒนาองค์ความรู้ทางการแพทย์

5 พฤษภาคม 2563 10:27 น.
Line
การพัฒนาองค์ความรู้ทางการแพทย์
 
การพัฒนาองค์ความรู้ทางการแพทย์
(The Science of Well-Being: high-resolution health)
 
วิวัฒนาการขององค์ความรู้ทางการแพทย์นั้น เริ่มขึ้นตั้งแต่ยุคกรีกโบราณที่ความรู้ทางการแพทย์ถูกเชื่อมโยงเข้ากับเทพเจ้า ดวงดาวและโลกมนุษย์ หรือที่เรียกว่า “Astrological Body” ต่อมา การแพทย์ของชาวเปอร์เซียในช่วงศตวรรษที่ 16 ได้ค้นพบองค์ความรู้ทางกายวิภาคศาสตร์เบื้องต้นเกี่ยวกับโครงสร้างของร่างกาย และมีการศึกษาเพิ่มเติม จนกลายเป็น “Gray’s Anatomy[1]” ที่นำเสนอองค์ความรู้ทางกายวิภาคศาสตร์ที่มีความซับซ้อนและชัดเจนยิ่งขึ้น และถูกนำมาเป็นแนวทางการแพทย์แผนปัจจุบันถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม สองทศวรรษที่ผ่านมา มีการพัฒนาเครื่องสแกนร่างกายดิจิทัลแบบเต็มตัว แสดงรายละเอียดของร่างกายในความคมชัดระดับพิกเซลได้เป็นร้อยภาพ ไม่ว่าจะเป็นแนวตั้ง แนวนอน จากด้านหน้าไปด้านหลัง และด้านหลังไปด้านหน้า
 
นอกจากนั้น เทคโนโลยีการจัดลำดับพันธุกรรมได้ช่วยเปิดเผยว่า นอกจากร่างกายมนุษย์จะประกอบด้วยเซลล์ประมาณ 10 ล้านล้านเซลล์แล้ว เซลล์แบคทีเรีย 100 ล้านล้านเซลล์ยังถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างระบบนิเวศของร่างกายมนุษย์ที่แตกต่างกัน โดยแต่ละ Microbial (ไมโครไบโอม)[2] มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับไมโครไบโอมภายนอกขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลต่อการมีสุขภาพดีหรือไม่ดีของมนุษย์ในแต่ละช่วงเวลา สิ่งนี้เรียกว่า กลุ่มจุลินทรีย์ (Microbial Body)
 
จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าปัจจุบันแนวทางการแพทย์และการสร้างสุขภาพที่ดี จะผสมผสานทั้งการแพทย์แบบเดิมและแบบใหม่ โดยในทศวรรษที่กำลังจะมาถึง การพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้ด้วยสุขภาพที่ดีจะเป็นงานที่ท้าทายองค์ความรู้ทางการแพทย์ในปัจจุบัน
 
"Institute for the Future (IFTF) ได้ระบุถึง 3 องค์ความรู้ใหม่ที่จะขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อนโยบายด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของผู้คน"

Institute for the Future (IFTF) ได้ระบุถึง 3 องค์ความรู้ใหม่ที่จะขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อนโยบายด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของผู้คน ดังนี้
  1. ความรู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์ในร่างกายมนุษย์ (Microbial bodies of knowledge): การศึกษาพันธุกรรมไมโครไบโอมของมนุษย์ นำมาสู่การค้นพบแผนที่ไมโครไบโอม 28 ชุด ที่เชื่อมโยงแต่ละส่วนในร่างกายมนุษย์ ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจุลินทรีย์ ได้ถูกพัฒนาเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์และครัวเรือนมากขึ้น เช่น สุขภัณฑ์ตรวจจับจุลินทรีย์ (Microbe-sensing toilet) ซึ่งผู้ผลิตญี่ปุ่นใช้ฟังก์ชันอิเล็กทรอนิกส์ ในรูปแบบจอสัมผัส ที่ตั้งค่าให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานแต่ละคนได้ โดยสุขภัณฑ์ดังกล่าวจะสามารถวิเคราะห์จัดลำดับพันธุกรรม แสดงข้อมูลจุลินทรีย์ของแต่ละคนแบบวันต่อวัน และรายงานผลไปยังสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ต่อไป ซึ่งทำให้ทราบถึง “พฤติกรรม” จากการใช้ห้องน้ำของแต่ละคน ด้วยข้อมูลแบบเรียลไทม์และการวิเคราะห์สุขภาพส่วนบุคคล ผลลัพธ์จากการพัฒนาแผนที่ไมโครไบโอมที่มีความชัดเจนสูงขึ้น ส่งผลให้การรักษาโรคจำเป็นต้องพัฒนาให้หลากหลายและชัดเจนขึ้นอย่างทัดเทียมกัน ถือเป็นความท้าทายทั้งต่อองค์ความรู้ทางการแพทย์ในปัจจุบัน และตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพ
 
  1. เทคโนโลยีที่เชื่อมต่อตรงกับสมองมนุษย์ (Neuro-realities): ช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา การศึกษาด้านระบบประสาท มุ่งเน้นการทำความเข้าใจว่ามนุษย์คิด ทำ รับความรู้สึกจากสิ่งรอบตัว และพัฒนาเป็นจิตสำนึกในท้ายที่สุดได้อย่างไร ด้วยเทคโนโลยี fMRI[3] ทำให้เข้าใจได้ชัดเจนขึ้นถึงปัจจัยที่ทำให้มนุษย์เกิดความคิด อารมณ์ จินตนาการ และความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ โดยความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับระบบประสาทส่วนกลางนี้ กระตุ้นให้เกิดการประดิษฐ์โมเดลการประมวลผลและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) ที่ขับเคลื่อนทุกสิ่งได้ ตั้งแต่หุ่นยนต์ไปจนถึง Virtual Digital Assistant เช่น Siri ที่พัฒนาโดย Apple Inc. ซึ่งผู้ใช้ Apple TV สามารถถาม Siri ให้ช่วยสืบค้นเนื้อหาที่ต้องการรับชมผ่าน Apple TV remote control ได้ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยระบบประสาทอีกมากมาย อาทิ การสำรวจลำไส้มนุษย์และพบว่า เรามี Enteric Nervous System – ENS หรือระบบประสาทลำไส้ ที่ทำงานได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องให้สมองสั่งการ ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจและรักษาโรคเกี่ยวกับการเสื่อมสภาพของเส้นประสาทได้ เช่น พาร์กินสันและอัลไซเมอร์ ในขณะที่การผ่านกฎหมายอนุญาตเกี่ยวกับกัญชา ทำให้มีงานวิจัยผลของกัญชาต่อจิตใจและร่างกายมนุษย์เพิ่มขึ้น การสร้างแผนภาพคมชัดสูงที่เชื่อมโยงระบบประสาทกับสารควบคุมประสาทที่มีอยู่ทั่วในสมอง รวมถึงในระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลาย ซึ่งในอนาคต เราอาจจะสามารถเชื่อมโยงลักษณะเฉพาะของกัญชานับ 1,000 สายพันธุ์และผลต่อระบบประสาทที่แตกต่างกันในร่างกายมนุษย์
 
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการค้นพบว่าเราสามารถกระตุ้น Quantum Microtubules[4] ภายในเซลล์ประสาท และทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อการประมวลผลข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน โดยนักวิทยาศาสตร์สงสัยว่า ระบบประสาทควอนตัม จะมีผลต่อการรู้ตัว (Consciousness) ของมนุษย์หรือไม่ และพวกเขากำลังทดลองระบบประสาทนี้เพื่อปรับแต่งความจำและอารมณ์ ซึ่งการทดลองเหล่านี้ อาจช่วยให้ค้นพบวิธีใหม่ที่จะทำให้มนุษย์อยู่ดีมีสุขอีกด้วย

 
  1. ตัวตนทางการแพทย์ (Medical personas): พัฒนาการของเทคโนโลยีบล็อกเชน[5] จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการข้อมูลทางการแพทย์ และบันทึกที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่เชื่อมโยงไปสู่ระดับบุคคล ในทศวรรษที่ใกล้เข้ามานี้ เรามีแนวโน้มที่จะเห็นวิวัฒนาการของการนำตัวตนทางการแพทย์ ในรูปแบบข้อมูลกึ่งระบุตัวตนได้[6] (Pseudonymous medical profiles) มาใช้ดำเนินธุรกรรมกับบริษัทประกันภัย  แพทย์ หน่วยงานสาธารณสุขของรัฐ หรือแม้แต่นายจ้างและสถาบันการเงิน โดยเป้าหมายสุดท้ายคือ เพื่อยกระดับสุขภาพที่ดีของบุคคลและสังคมทั้งหมด ซึ่งประเทศที่มีธรรมาภิบาลการจัดการข้อมูลสูง จะมีการจัดการกระแสข้อมูลทางการแพทย์ ปกป้องตัวตนส่วนบุคคลที่ดี ในขณะเดียวกันก็รวบรวมเพียงข้อมูลที่เกี่ยวข้องสำหรับแต่ละการตัดสินใจหรือธุรกรรมเท่านั้น ข้อมูลทางการแพทย์แบบกึ่งระบุตัวตนได้ ยังทำให้บุคคลสามารถสร้างมูลค่าจากข้อมูลส่วนตัวทางการแพทย์ กับบริษัทวิจัยและโฆษณา หรือสร้างองค์ความรู้ทางการแพทย์ในสังคม โดยได้รับเหรียญโทเคน (Token) เป็นสิ่งตอบแทน
 
คำถามคือ องค์กรของคุณจะนำข้อได้เปรียบจากวิวัฒนาการบริการและข้อมูลสุขภาพไปใช้ประโยชน์อย่างไร ในขณะที่ มนุษย์ยังคงหาสมมติฐานและโครงสร้างในการบริหารจัดการสิ่งเหล่านี้อย่างเหมาะสมอยู่
 
การพัฒนาองค์ความรู้ทางการแพทย์ (High-resolution wellness) ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพและการแพทย์เดิมอย่างมาก โดยในยุคที่เต็มไปด้วยข้อมูล วงการแพทย์อาจต้องเผชิญความท้าทายจาก “ข้อเท็จจริง” เช่นเดียวกับวงการสื่อสารมวลชน หรือการเกิดขึ้นของการแพทย์ทางเลือก เช่น การผลิตและพัฒนากัญชาเพื่อรักษาโรค ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เชี่ยวชาญเทคนิคการรักษาทางการแพทย์ ได้มีการนำเทคโนโลยีเสมือนจริง
(Machine-augmented medicine) มาใช้กับระบบประสาทของมนุษย์ เพื่อยกระดับบริการด้านสุขภาพที่มีความเฉพาะตัวและแม่นยำมากขึ้น
 
ดังนั้น IFTF จึงได้เสนอ 3 กลยุทธ์สำหรับเตรียมพร้อมรองรับ ได้แก่
  1. การสร้างศักยภาพคนในการใช้ประโยชน์ข้อมูล: การนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ (Data Science)
    ไม่ควรจำกัดอยู่ในวงผู้เชี่ยวชาญเชิงเทคนิคเท่านั้น โดยควรกำหนดให้เป็นหลักสูตรการศึกษาพื้นฐาน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา โดยผู้เรียนควรจะเรียนรู้การใช้และสร้างอัลกอริธึมที่สามารถแปลความหมายชุดข้อมูลที่มีความซับซ้อนได้
  2. การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในการทำงานหรือการพัฒนาองค์ก: สำหรับกระบวนงานที่มีขั้นตอน
    ซ้ำ ๆ โดยนวัตกรรมที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในโลก ได้แก่
1) Crowdsourced science[7] คือ งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เปิดให้คนทั่วไปมีส่วนร่วม และติดตามผล ทั้งนี้ เพื่อความยั่งยืน องค์กรจำเป็นต้องหาแหล่งความรู้ใหม่ในการรวบรวมไอเดียหรือหนทางแก้ปัญหา วิธีการนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถรวบรวมข้อมูลเชิงลึกและเปิดรับมุมมองจากภายนอก ปัจจุบัน องค์กรระดับโลกหลายแห่ง[8] ไม่ว่าจะเป็น Coca-Cola, Nasa และ Google ได้นำวิธีนี้มาใช้ เพื่อพัฒนานวัตกรรมใหม่ ส่งผลให้ความรู้ที่รวบรวมได้นั้นเปิดกว้าง ครอบคลุม และเป็นไปตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ อีกทั้งสามารถอธิบายประเด็นที่สนใจได้ภายในช่วงเวลาที่กำหนด
2) Human task routing โดยการใช้ AI ศึกษาถึงกระบวนการทำงานต่าง ๆ ของร่างกายโดยละเอียด อาทิ ระบบประสาท เพื่อช่วยให้การดูแลรักษาสุขภาพของมนุษย์ดีขึ้น
3) Blockchain-based smart contracts and DAOs
[9] โดยการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในการจัดเก็บข้อมูลทางการแพทย์ของบุคคล
  1. ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมทางการแพทย์อย่างรวดเร็วด้วยประยุกต์ใช้วิธีคิดที่อิงกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่าง High Delta Markets[10]: แม้การสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์จะเกิดขึ้นในท้องถิ่นเล็ก ๆ แต่กลับอาศัยองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่มีอยู่ทั่วโลก จึงนำมาซึ่งโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับการรวมองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่ได้รับการพัฒนาเข้ากับการใช้ชีวิตประจำวันของเราได้
 
จากการพัฒนาองค์ความรู้ทางการแพทย์ทั้ง 3 ประการ ที่กำลังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อนโยบายด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของผู้คน จากการนำข้อมูลด้านสุขภาพมาใช้ประโยชน์มากขึ้น จึงทำให้เกิดคำถามว่า "ประเทศไทย ธุรกิจและเราในฐานะประชาชนคนไทย ได้เริ่มเตรียมพร้อมรองรับต่อการพัฒนานี้แล้วหรือยัง?"
 
ที่มา: Institute for the Future (IFTF)
 
[1] Gray's Anatomy คือ ตำราภาษาอังกฤษที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์ของมนุษย์ เขียนโดย เฮนรี่ เกรย์ และได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2401
[2] ไมโครไบโอม (Microbiome) คือ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในสภาพแวดล้อมเฉพาะ (รวมถึงร่างกายหรือส่วนของร่างกาย)
[3] fMRI หรือ Functional Magnetic Resonance Imaging คือการทำ MRI (Magnetic Resonance Imaging – การสร้างภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็ก) รูปแบบหนึ่ง ที่สามารถตรวจการทำงานของสมองโดยอาศัยความเปลี่ยนแปลงของอัตราการไหลของเลือด
[4] ไมโครทิวบูล (microtubule) เป็นออร์แกเนลล์ชนิดหนึ่งซึ่งพบในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต จัดเป็นส่วนหนึ่งในระบบเส้นใยของเซลล์ (Cytoskeloton) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเซลล์อย่างยิ่ง
[5] บล็อกเชน (Blockchain) คือ การบันทึกข้อมูลอนุกรมเวลาที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ข้อมูลเหล่านี้ถูกบริหารจัดการโดยคอมพิวเตอร์จำนวนมาก ซึ่งไม่ได้ถูกครอบครองโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยข้อมูลแต่ละบล็อก (Block) จะถูกป้องกันและเชื่อมต่อกันเป็นห่วงโซ่ (Chain) โดยใช้หลักคริปโตกราฟิก (Cryptographic) (ที่มา https://blockgeeks.com/guides/blockchain-in-healthcare/)
[6] ข้อมูลกึ่งระบุตัวตนได้ (Pseudonymous Identifier) คือ ข้อมูลที่นำมาระบุตัวโดยตรงไม่ได้ แต่สามารถนำไปค้นหา/ถอดรหัส เพื่อระบุตัวได้ ได้แก่ 1. User ID (รหัสผู้ใช้) 2. Hashed/Encrypted Data (การเข้ารหัสข้อมูลที่ระบุตัวได้) และ 3. Transaction IDs โดยข้อมูลประเภทนี้ เป็นการปกป้องข้อมูลมากกว่าข้อมูลแบบ PII (Personally Identifiable Information) ซึ่งเป็นข้อมูลที่ระบุเจาะจงตัวได้ เช่น IP Address Email หรือเบอร์โทรศัพท์ เป็นต้น (ที่มา https://contentshifu.com/google-analytics-gdpr-compliance/)
[7]Crowdedsource science คือ งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปมีส่วนร่วมและติดตามผล (ที่มา: https://en.wikipedia.org/wiki/Citizen_science)
[8] ตัวอย่างประกอบจากบทความ Game Changers: How Citizen Science and Gamification Are Transforming the Business World (ที่มา: https://www.qmarkets.net/blog/citizen-driven-innovation-and-science/)
[9] DAO ย่อมาจาก Distributed Autonomous Organization (ที่มา: https://medium.com/@xragrawal/dao-democratizing-ownership-of-organization-through-smart-contract-on-blockchain-19d080332591)
[10] High delta markets คือ ตลาดที่มีความเสี่ยงสูงและมีนวัตกรรมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรวดเร็วมาก ไม่มีใครเป็นเจ้าของนวัตกรรมที่จะถูกกระจายไปสู่สมาชิกหรือผู้เกี่ยวข้องในตลาด โดยตลาดประเภทนี้ จะไม่มีกฎระเบียบชัดเจนและผู้ประกอบการในตลาดจะเป็นผู้ค้าปลีกขนาดเล็ก และการดำเนินธุรกิจจะมีลักษณะของร้านค้าที่มีหน้าร้านและในเครือข่ายร้านค้าเสมือนจริง
สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย TMA ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดี
หากคุณยังคงใช้งานบนเว็บไซต์ เราถือว่าคุณยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ ( Cookie Policy )