TMA  NEWS
Thailand Management Association
บทบาทที่เพิ่มขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ในการใช้ชีวิตประจำวัน

บทบาทที่เพิ่มขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ในการใช้ชีวิตประจำวัน

18 พฤษภาคม 2563 15:27 น.
Line
บทบาทที่เพิ่มขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ในการใช้ชีวิตประจำวัน
บทบาทที่เพิ่มขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ในการใช้ชีวิตประจำวัน
(THE AI FACTOR: the era of machine learning)
 
ในทศวรรษหน้า เราจะได้เห็นการนำปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) มาใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยระบบปฏิบัติการเครื่องกลที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง (Machine Learning) จะประมวลผลผ่าน Algorithm และสะสมเป็นทักษะต่าง ๆ เพื่อโต้ตอบกับผู้ใช้งาน ให้คุณลองจินตนาการดูว่าจะเป็นอย่างไร หากสิ่งของที่ใช้กันทั่วไป มีทักษะที่สามารถเรียนรู้ จดจำ ตอบสนองได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของพวกเราได้อีกด้วย

 
การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วใน “โลกอัจฉริยะ” ทำให้การพัฒนาความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยียังไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจสร้างความยุ่งยากและข้อผิดพลาดขึ้นได้ ดังนั้นความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์ที่แสดงโดยปัญญาประดิษฐ์จึงเป็นประเด็นที่ควรพิจารณาต่อไป 

 
แม้ปัญญาประดิษฐ์กำลังจะเข้ามามีบทบาทมาในชีวิตประจำวันของพวกเรามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก Institute for The Future (IFTF) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ชี้ให้เห็นถึง 4 ปัจจัยที่ควรคำนึงถึง หากปัญญาประดิษฐ์ได้รับความนิยมและถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ไว้ดังนี้

 
1. AI เป็นผู้ชำนาญการใช้ Big Data
 
ข้อได้เปรียบของปัญญาประดิษฐ์เมื่อเทียบกับทักษะความสามารถของมนุษย์ในเรื่องการคัดกรองและการใช้งาน Big Data คือ ปัญญาประดิษฐ์สามารถวิเคราะห์เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของข้อมูลเพื่อตอบสนองผู้ใช้งานตามสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งทุกองค์กรสามารถลงทุนในเทคโนโลยีนี้ได้ การมีข้อมูลที่ดีนั้นเป็นข้อได้เปรียบทางธุรกิจ เพราะแหล่งข้อมูลที่ใหญ่ มีความหลากหลายและทันสมัยจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลให้ปัญญาประดิษฐ์แสดงผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น กรุงศรี คอนซูมเมอร์ นำเทคโนโลยี AI มาใช้เก็บและวิเคราะห์ข้อมูลในระบบบัตรเครดิต จากนั้นเสนอขายสินค้าและบริการได้อย่างตรงใจตาม Lifestyle ของลูกค้า เป็นการต่อยอดทางการตลาดและสร้างแนวโน้มที่ดีกว่าการเสนอขายแบบสุ่ม ซึ่งชี้ให้เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์สามารถทำงานในแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพล้ำกว่ามนุษย์ไปไกลมากทีเดียว 
 
 
2. AI ได้ยินอยู่เสมอ
 
การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการทำงานของปัญญาประดิษฐ์นั้นอาศัยการเรียนรู้จากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การสั่นสะเทือน การตรวจจับอุณหภูมิ การจดจำใบหน้าและลักษณะเสียง จากตัวอย่าง การใช้อากาศยานไร้คนขับที่ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนมาช่วยคลี่คลายโศกนาฏกรรมที่จังหวัดนครราชสีมา หรือกรณีที่กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ได้พัฒนา ‘น้องมะนาว’ ที่นำระบบสั่งงานด้วยเสียง (Voice Assistant) ผสานกับเทคโนโลยี AI มาช่วยตอบคำถามเบื้องต้นเกี่ยวกับบัญชีบัตรของลูกค้า จะเห็นได้ว่า เมื่อนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้ ข้อมูลทุกอย่างจะถูกบันทึกและประมวลผล ซึ่งแปลว่าปัญญาประดิษฐ์สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานได้อย่างง่ายดายและเป็นเรื่องปกติ 

 
3. AI เรียนรู้จากการบทเรียนที่ผ่านมา

 
พื้นฐานสำคัญของระบบปัญญาประดิษฐ์ คือ การเรียนรู้จากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้น แต่ผิดพลาดมาแล้ว ซึ่งระบบจะจดจำเพื่อไม่แสดงผลลัพธ์เหล่านั้นในครั้งถัดไป ตัวอย่างเช่น การรวบรวมข้อมูลการใช้เส้นทางที่มีความนิยมของ GPS จนเกิดเป็นกระบวนการค้นหาเส้นทางที่ดีที่สุดในการเดินทาง โปรแกรมแปลภาษา หรือ Chat bot ที่จะให้พัฒนาทักษะและสะสมคำคลังคำศัพท์เพื่อแสดงผลคำแนะนำในเรื่องต่าง ๆ ที่เฉพาะทางและตรงประเด็นยิ่งขึ้น 
 
 
4. AI มีความเป็นมนุษย์
 
ทักษะความสามารถที่ปัญญาประดิษฐ์เข้าใจ เรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูล และนำมาแสดงผลได้นั้น ล้วนมาจากการกำหนดเงื่อนไขโดย “มนุษย์” ทั้งสิ้น  ซึ่งถือเป็นตัวการสำคัญที่จะสร้างอคติและบิดเบือนผลลัพธ์ที่แสดงออกมา เพราะมนุษย์ได้ใส่ ความเป็นมนุษย์ ให้กับปัญญาประดิษฐ์โดยส่งผลให้เกิดความไม่เที่ยงตรง และอาจทำให้ผู้ใช้งานไม่สามารถเข้าถึงผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพตามที่ควรจะเป็น เช่น Chat bot ของ Microsoft ที่มีชื่อว่า TayTweets มีการปล่อยออกมาทดลองใช้และถูกปิดตัวลงไปเพราะ Tay มีการเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้และเลียนแบบการตอบสนองในเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในเรื่องการเหยียดเชื้อชาติและด้านความรุนแรง จะสังเกตเห็นได้ว่าปัญญาประดิษฐ์ได้รับการถ่ายทอดและเรียนรู้จากการป้อนข้อมูลที่มาจากมนุษย์ ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่มีการถอดแบบมาจาก ความเป็นมนุษย์ อย่างไรก็ดี จากการติดตามข้อมูลที่ผ่านมา พบว่ามนุษย์มีแนวโน้มที่จะเชื่อถือในการตัดสินใจโดยเครื่องกลมากกว่าการตัดสินใจโดยมนุษย์

 
ดังนั้นองค์กรของคุณเตรียมความพร้อมอย่างไร และฉกฉวยโอกาสอะไรจากความท้าทายนี้บ้าง ในรายงาน  Atlas of the Decade ของ IFTF ได้กล่าวถึง 4 กลยุทธ์สำคัญในการเตรียมพร้อมธุรกิจเพื่อรับมือยุค AI ไว้ดังนี้
 
1. สังเกต อุปกรณ์หรือเครื่องมือธรรมดา ๆ และลองพิจารณาว่าหากติดตั้ง AI เข้ากับอุปกรณ์เหล่านั้นจะเพิ่มความทันสมัยและเสริมประสิทธิภาพของการใช้งานให้ดีมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร 

2. ตรวจสอบ แหล่งที่มาของข้อมูล อัพเดทข้อมูลใหม่เสมอเพื่อให้ข้อมูลที่ใช้มีความแม่นยำ และสามารถนำข้อมูลไปใช้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 

3. จดบันทึก แหล่งข้อมูลสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อระบบการเรียนรู้ขององค์กร ข้อมูลอะไรที่จำเป็นต้องเพิ่มเติมเข้าไปในระบบเพื่อให้กระบวนการทำงานของปัญญาประดิษฐ์เกิดการพัฒนาต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น

4. ท้าทาย สมมติฐานของการเรียนรู้เพื่อหาคำตอบว่า ระหว่างคุณกับ AI ใครจะเป็นผู้กำหนดความถูกต้องของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น และผลลัพธ์ที่ได้มานั้น มีความเที่ยงตรงและน่าเชื่อถือมากเพียงใด 
 
ทั้งนี้ ในยุคของการใช้งานระบบเรียนรู้อัจฉริยะที่ยังคงมีความผิดพลาดปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง นำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า ผลลัพธ์ที่ได้จากเหล่าปัญญาประดิษฐ์นั้นดีกว่าการตัดสินใจด้วยสัญชาตญาณของพวกเราเองจริงหรือ? 
 


ที่มา: Institute for The Future (IFTF)
 
สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย TMA ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดี
หากคุณยังคงใช้งานบนเว็บไซต์ เราถือว่าคุณยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ ( Cookie Policy )