TMA  NEWS
Thailand Management Association
ตัวตนที่หลากหลายกับความปลอดภัยทางไซเบอร์

ตัวตนที่หลากหลายกับความปลอดภัยทางไซเบอร์

25 พฤษภาคม 2563 15:43 น.
Line
ตัวตนที่หลากหลายกับความปลอดภัยทางไซเบอร์

ตัวตนที่หลากหลายกับความปลอดภัยทางไซเบอร์
(Security and Status: incongruous identities)
 
ความสามารถในการเข้าถึงเครือข่ายอินเตอร์เน็ตของประชาคมโลก เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการสร้าง “ตัวตน” (Identity) บนโลกออนไลน์ที่เป็นตัวแทนของบุคคลหรือองค์กรซึ่งไร้รูปลักษณ์ทางกายภาพและปราศจากขอบเขตพรมแดน เพื่อสร้าง พัฒนา และแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างกันผ่านสื่อออนไลน์ต่าง ๆ Institute for The Future (IFTF) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้คาดการณ์ไว้ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ตัวตนที่แสดงออกเพื่อสื่อสารแก่สมาชิกคนอื่น ๆ ในโลกออนไลน์เหล่านี้จะทวีคูณมากขึ้น เนื่องจาก “คนหนึ่งคน” ไม่ได้เป็นสมาชิกของชุมชนออนไลน์เพียงแห่งเดียว ตัวตนของเขาบนโลกออนไลน์จึงไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียวแต่แปรเปลี่ยนไปตามบริบทของชุมชนต่าง ๆ ที่เขาคบหามีปฏิสัมพันธ์ด้วย เช่นเดียวกับในโลกแห่งความจริงที่มนุษย์ปรับตัวตนตามบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไปเพื่อป้องกันมิให้ตนแปลกแยกแตกต่างจากสมาชิกในสังคมนั้น ๆ
ผลการศึกษาของ IFTF ชี้ให้เห็นว่า ในทศวรรษที่กำลังจะมาถึง ระบบตัวตนดิจิทัล และเทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ที่แพร่หลายจะท้าทายกติกาต่าง ๆ และความสัมพันธ์พื้นฐานของตัวตนที่หลากหลายของเราทั้งความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยและสถานภาพทางสังคม โดยได้ระบุ 5 พฤติกรรมที่เป็นความท้าทายต่อความปลอดภัยทางไซเบอร์ ดังนี้
 
"การสับเปลี่ยนตัวตนทางไซเบอร์ (Code-switching)"
 
  1. การสับเปลี่ยนตัวตนทางไซเบอร์ (Code-switching)
ตัวตนในโลกออนไลน์ ถือเป็นตัวแทนที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อนำเสนอภาพลักษณ์ของเจ้าของตัวตน และสร้างความประทับใจแก่สมาชิกเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยคนหนึ่งคน อาจมีตัวตนในโลกออนไลน์ที่ต่างกันถึง 2-3 บัญชีผู้ใช้งาน ที่อาจไม่มีความเกี่ยวข้องกับตัวตนที่แท้จริง เพื่อรองรับกลุ่มผู้รับสารที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของการเข้าสังคมที่มนุษย์จะนำเสนอตัวตน การแสดงความคิดเห็น และอัตลักษณ์ ให้ลื่นไหลไปตามสภาพแวดล้อม และความคาดหวังของสมาชิกในเครือข่ายนั้น ๆ เช่น การสร้างบัญชี Facebook แยกออกจากกันระหว่างบัญชีที่ใช้กับครอบครัว บัญชีสำหรับใช้ในการทำงาน และบัญชีใช้สนทนาระหว่างกลุ่มเพื่อน ซึ่ง “ตัวตนที่ถูกคาดหวัง” จะมีลักษณะการโพสข้อความ บทสนทนา และรูป ที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิงเพื่อให้เข้ากับบทบาทของตัวตนและสิ่งผู้ฟังแต่ละจำพวกต้องการเห็นเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถในการสับเปลี่ยนตัวตนที่ซับซ้อนนี้ได้อย่างง่ายดายกว่าคนรุ่นก่อนมากเนื่องจากความคุ้นเคยทางเทคโนโลยี
 
"คลื่นแห่งอิทธิพลที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง (Relentless waves of influence)"
 
  1. คลื่นแห่งอิทธิพลที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง (Relentless waves of influence)
แม้ว่าจะมีเครื่องมือที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างหรือใช้ตัวตนแบบนิรนามได้ แต่ด้วยเทคนิคการขุดคุ้ยและเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว (Doxxing) ทำให้สามารถจับความเชื่อมโยงระหว่างตัวตนหลากหลายที่ถูกสร้างขึ้นในชุมชนออนไลน์ต่าง ๆ ได้ โดยบางครั้ง ไม่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าของตัวตน เช่น มีกรณีที่ปรากฏว่า อาชญากรไซเบอร์สามารถเจาะข้อมูลและโจรกรรมข้อมูลของผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อนำมาใช้ข่มขู่และคุกคาม
นอกจากนี้ ไม่เพียงแต่เราที่กำหนดตัวตนต่าง ๆ บนโลกออนไลน์เพื่อเข้าสังคมและเป็น “ผู้สื่อสาร” ตามที่ต้องการเท่านั้น ในขณะเดียวกัน เราก็เป็น “ผู้รับสาร” ด้วยเช่นกัน โดยอิทธิพลของความเชื่อมโยงในสังคมออนไลน์ได้แทรกซึมและถ่ายทอดความคิดและความเชื่อผ่านทางข้อมูลที่เราได้รับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และอิทธิพลดังกล่าวยังสร้างผลกระทบในโลกแห่งความจริงได้อีกด้วย จนเป็นเสมือน “โรคติดต่อทางสังคม” เช่น การเลียนแบบพฤติกรรมรุนแรง หรือการฆ่าตัวตาย เป็นต้น ซึ่งการเลียนแบบพฤติกรรมตามสื่อสังคมออนไลน์เหล่านี้ถูกยกระดับเป็นปัญหาระดับโลก
 
"การสลับหน้ากาก (Shifting masks)"
 
  1. การสลับหน้ากาก (Shifting masks)
เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้พัฒนาวิธีการที่ทำให้มนุษย์เปิดเผยความรู้สึกนึกคิดในขณะที่หลบซ่อนตัวตนที่แท้จริงด้วย โดยสร้างตัวแทนเพื่อแสดงความคิดเห็นในสิ่งที่ควรต้องเก็บไว้ในใจ หรือสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับหรือปิดกั้นมิให้แสดงออก ตัวอย่างเช่น การวิจารณ์ทางการเมืองในสังคมที่ปิดกั้น การแสดงออกเป็นเพศสภาพที่ต่างจากตัวตนในโลกแห่งความจริงเพราะสังคมไม่ยอมรับ หรือแม้แต่พฤติกรรมการกลั่นแกล้งบนโลก ไซเบอร์ (Cyberbullying) เพื่อต่อว่าดูถูกผู้อื่น หรือยั่วยุฝ่ายตรงข้าม เพราะมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะหลบซ่อนตัวตนบนโลกทางกายภาพตัวได้อย่างปลอดภัยจากผลกระทบที่ตามมา ดังปรากฏเป็นคำเรียกใหม่เช่น นักเลงคีย์บอร์ด ที่ใช้เรียกกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมในการแชร์ข้อมูลที่สร้างผลกระทบในเชิงลบ และส่วนใหญ่ไม่มีพื้นฐานบนความจริง
 
"วิกฤติตุ๊กตาหุ่นมือ (Sock puppetry)"
 
  1. วิกฤติตุ๊กตาหุ่นมือ (Sock puppetry)
การสร้างตัวตนออนไลน์อีกประเภทหนึ่ง ที่ทำหน้าที่เหมือนตุ๊กตาหุ่นมือ ซึ่งแน่นอนตุ๊กตาหุ่นมือยุคดิจิทัลทำหน้าที่เหมือนตุ๊กตาหุ่นมือที่เราเข้าใจคือ เป็นตัวแทนในการออกเสียงเพื่อสนับสนุน หรือไม่สนับสนุนความคิดเห็นหรือบุคคล โดยคนหนึ่งคนอาจสร้างตุ๊กตาหุ่นมือให้ทำหน้าที่แทนตัวเองมากกว่า 1 ตัวไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งการสร้างหุ่นมือดิจิทัลทำได้ง่ายดายราวกับปอกกล้วย เสมือนแค่ถอดเปลี่ยนถุงมือที่สวมอยู่ เช่น การพูดจาให้ร้ายฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองโดยไม่มีมูลความจริง ตัวอย่างอันร้อนแรงในสังคมไทยที่เป็นที่ถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนคือ “ปฏิบัติการข่าวสาร” หรือ “IO” (Information Operation) ซึ่งเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไม่ว่าจะจริงหรือเท็จเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง และโจมตีบุคคลต่าง ๆ ที่มีความคิดเห็นขัดแย้งกับฝ่ายตน เป็นต้น จะเห็นได้ว่าความท้าทายที่สำคัญในอีก 10 ปีข้างหน้า คือการแยกแยะพิสูจน์ตัวตนออนไลน์ ระหว่างตัวตนที่แท้จริง และตัวตนที่ถูกบิดเบือนไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม
 
"ความไม่จริงเสมือน (Virtual Unreality)"
 
  1. ความไม่จริงเสมือน (Virtual Unreality)
คือ การบิดเบือนความจริงของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคคล พฤติกรรมหรือเหตุการณ์ ซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีช่วยให้กระทำเรื่องดังกล่าวเป็นไปได้โดยง่าย บางครั้ง เราอาจแยกเรื่องจริงและเรื่องเท็จออกจากกันได้ยาก เช่น การตัดต่อภาพหรือแม้แต่วิดีโอของบุคคลสำคัญที่อาจสร้างความเข้าใจผิดของสาธารณชนได้
 
ดังนั้น จึงนำไปสู่คำถามว่า “องค์กรจะใช้ประโยชน์จากระบบตัวตนบนโลกออนไลน์ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัวต่อและความปลอดภัยของพนักงานและลูกค้าได้อย่างไร?” ซึ่ง IFTF ได้แนะนำ
กลยุทธ์ไว้ 3 ข้อ ดังนี้
  1. พึ่งพา multi-factor security มากขึ้น ไม่พิสูจน์ตัวตนเพียงวิธีการเดียว เช่น การผสมระหว่าง การใช้รหัสผ่านกับ Biometric (อัตลักษณ์ตัวตนทางชีววิทยา) ซึ่งมีหลายวิธีมากกว่าแค่ลายนิ้วมือ ตัวอย่างเช่น รูปทรงหู รูปฟัน การวิเคราะห์การเคลื่อนไหว เป็นต้น
  2. เชื่อถือสื่อที่มีเนื้อหาจากหลายหลายแหล่งที่มา เพราะการสร้างสื่อในรูปแบบวิดีโอหรือรูปภาพเพื่อหลอกลวงเป็นเรื่องง่ายมาก
  3. ตรวจสอบ “ร่องรอยของลายนิ้วมือ” ตัวตนทางไซเบอร์ เพราะแม้ว่าเราจะมีตัวตนที่หลากหลาย และใช้หลายวิธี เช่น Code-switching แต่สุดท้ายจะยังคงทิ้งร่องรอยซึ่งเป็น  อัตลักษณ์ที่ยากจะลอกเลียนแบบไว้ และร่องรอยดังกล่าวสามารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้ อย่างไรก็ตาม นี่เท่ากับการเปิดเผยตัวตนที่หลากหลายซึ่งได้ซ่อนอยู่ในแหล่งชุมชนออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งทำให้ความเป็นส่วนตัวของบุคคลลดลง
 
วันนี้ คุณพร้อมหรือยังที่จะใช้ประโยชน์จากตัวตนที่หลากหลายและเทคโนโลยีการสลับร่างบนโลกออนไลน์ พร้อม ๆ กับป้องกันผลกระทบจากภัยไซเบอร์อย่างเพียงพอ?
 
 
ที่มา: Institute for The Future (IFTF)
สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย TMA ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดี
หากคุณยังคงใช้งานบนเว็บไซต์ เราถือว่าคุณยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ ( Cookie Policy )