TMA  NEWS
Thailand Management Association
การใช้เทคโนโลยี blockchain เพื่อสร้างความโปร่งใสในการทำธุรกิจ

การใช้เทคโนโลยี blockchain เพื่อสร้างความโปร่งใสในการทำธุรกิจ

1 มิถุนายน 2563 14:39 น.
Line
การใช้เทคโนโลยี blockchain เพื่อสร้างความโปร่งใสในการทำธุรกิจ
การใช้เทคโนโลยี blockchain เพื่อสร้างความโปร่งใสในการทำธุรกิจ
(Beyond Blockchain: deconstructing distributed infrastructure)

 
“จะเป็นอย่างไรหากวันหนึ่งผู้คนทั่วทุกมุมโลกสามารถทำธุรกรรมผ่านการเชื่อมโยงทางออนไลน์ได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องผ่านคนกลาง ?”
 
ปัจจุบันเทคโนโลยี Blockchain กำลังถูกจับตามองและพูดถึงอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นระบบการจัดเก็บข้อมูลดิจิทัลแบบไม่รวมศูนย์ (Decentralized) มีการจัดเรียงกันเป็น Blocks ตามลำดับธุรกรรมที่เกิดขึ้นแล้วผูกกันเป็นเครือข่ายภายใต้กฎกติกาซึ่งเป็นที่ยอมรับร่วมกัน โดยทำสำเนาที่ได้รับการลงรหัส (Encryption) และกระจายต่อไปยังเครือข่ายของผู้ใช้งาน Blockchain ที่จะช่วยป้องกันการลบหรือการแก้ไขข้อมูลโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง  ซึ่งระบบนี้จะช่วยขจัดปัญหาการบังคับใช้สัญญาที่ไม่เสมอภาคและปัญหาการคอร์รัปชั่นได้
 
Institute for The Future (IFTF) ประเทศสหรัฐอเมริกา คาดการณ์ว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้ารูปแบบการให้บริการที่มีลักษณะคล้ายกับ Blockchain จะถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการปรับปรุงโครงสร้างทางกฎหมาย กฎระเบียบของสัญญา และการให้บริการงานของภาครัฐได้ โดย Blockchain อาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกรรมในหลายมิติ ดังนี้
 

1. ช่วยให้การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยจะช่วยลดความจำเป็นที่หน่วยงานกลางจะต้องมาดูแลธุรกรรมของคู่สัญญา รวมทั้งยังช่วยลดความจำเป็นในการเจรจาต่อรองในสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น ไฟฟ้า เงินตรา ข้อมูลบุคคล เป็นต้น

ทั้งนี้ สกุลเงินดิจิทัล เช่น Bitcoin จะกลายเป็นสกุลเงินที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในระบบการเงินของโลก โดยไม่ต้องผ่านบริการหักบัญชีของรัฐบาลหรือสถาบันการเงิน ซึ่งจะช่วยตอบสนองการเข้ามามีบทบาทมากขึ้นของ Gig Economy หรือระบบเศรษฐกิจแบบเสรี ที่เป็นระบบเศรษฐกิจที่ถูกขับเคลื่อนโดยผู้ทำงานระยะสั้น เช่น ผู้ทำงานอิสระ ผู้ใช้บริการ และบริษัทที่เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างผู้ทำงานและผู้ใช้บริการ
ปัจจุบันในประเทศจีนและออสเตรเลีย ใช้ Blockchain เพื่อติดตามสินค้าที่จัดส่งระหว่างประเทศ และประเทศไทยเอง ธุรกิจการเงินและธนาคารพาณิชย์ก็เริ่มนำเทคโนโลยี Blockchain มาทดลองใช้ เช่น ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้าน FinTech พัฒนารูปแบบการให้บริการทางการเงิน และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมมือกับบริษัทในเครือค้นคว้านวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ ทั้งยังมีแผนลงทุนใน Ripple ซึ่งเป็นนวัตกรรมการชำระเงินข้ามพรมแดนที่เพิ่มความโปร่งใส รวมถึงลดระยะเวลาและขั้นตอนการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศทั่วโลก
  
 
อย่างไรก็ตาม ระบบเศรษฐกิจเงา (Shadow Economies) ที่อาจดำเนินธุรกิจแบบไม่ถูกกฎหมายก็สร้างเทคโนโลยีแบบเดียวกันเพื่อก่ออาชญากรรมหลอกลวงเงินของผู้คนในเครือข่าย ซึ่งเป็นการยากที่จะควบคุมระบบธุรกิจเหล่านี้
 

2. เพิ่มพยานหลักฐานในกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากโครงสร้างของ Blockchain มีความโปร่งใสและแก้ไขข้อมูลได้ยาก ทำให้สามารถใช้เป็นข้อเท็จจริงในกระบวนการยุติธรรมได้ โดย Blockchain จะช่วยเก็บข้อมูล เช่น ข้อมูลเฉพาะบุคคล ผลการเลือกตั้ง สัญญาทางการเมือง เป็นต้น และ Blockchain จะส่งสำเนาข้อมูลและกระจายออกไปยังเครือข่าย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะไม่สามารถถูกลบหรือปรับเปลี่ยนได้

นอกจากนี้ Blockchain ยังสามารถช่วยรับรองเอกสาร โดยระบบจะอนุญาตให้ทุกคนตรวจสอบว่าข้อมูลที่ตนถือครองไม่ถูกเปลี่ยนแปลงจากต้นฉบับ ตัวอย่างเช่น โครงการ Edublocks ที่ผู้ใช้งานจะได้รับ Block ในทุกหนึ่งชั่วโมงที่มีการเรียนรู้ ทั้งจากในและนอกสถาบันการศึกษา หรือแม้กระทั่งจากการอ่านหนังสือ โดยในแต่ละ Block ที่ผู้ใช้งานมี จะสามารถนำไปสอนผู้ใช้งานคนอื่นในเครือข่าย และได้รับเงินค่าจ้างสอน นอกจากนี้องค์กรต่าง ๆ ยังสามารถเข้ามาดูข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน และจ้างงานจาก Block ที่ผู้ใช้งานมีความถนัดในด้านที่เหมาะสมกับตำแหน่ง ซึ่งองค์กรมีความต้องการอีกด้วย
ประเทศไทยเริ่มนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 โดยธนาคารพาณิชย์ในไทย 14 แห่ง ร่วมมือกับรัฐวิสาหกิจและองค์กรธุรกิจใหญ่ 7 แห่ง ริเริ่มโครงการบริการหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์บนระบบ Blockchain เป็นครั้งแรก ซึ่งคาดว่าจะลดกระบวนการทำเอกสารต่าง ๆ และเปลี่ยนเป็นรูปแบบดิจิทัล 100% โดยสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 3 เท่า ทั้งยังเชื่อถือได้ ปลอดภัย มีความคล่องตัวสูง และสามารถทำธุรกรรมและตรวจสอบสถานะได้ตลอด 24 ชั่วโมง อาทิ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมมือกับ IBM นำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้รับรองเอกสาร เช่น หนังสือค้ำประกัน (Letter of Guarantee) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ลดความเสี่ยง และสามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ บริษัท บีซีไอ (ประเทศไทย) จำกัด ก็ได้ร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ พัฒนาระบบให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถใช้งานแพลตฟอร์ม Blockchain กลางในการรับส่งข้อมูลและคำขอหนังสือค้ำประกัน เพื่อช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากในการทำเอกสาร ประหยัดเวลาดำเนินการ และช่วยลดต้นทุน
บนพื้นฐานของความถูกต้อง แม่นยำ และโปร่งใส
 

3. ช่วยให้คู่สัญญาทำงานร่วมกันได้สะดวกยิ่งขึ้น ผ่านการทำธุรกรรมภายใต้ Smart Contract ซึ่งข้อตกลงของสัญญาต่าง ๆ จะถูกจัดเก็บไว้ในรูปแบบของ Code ในเครือข่ายของ Blockchain เมื่อมีคำสั่งที่ตรงตามเงื่อนไขข้อตกลงที่วางไว้ ระบบจะดำเนินการทำธุรกรรมต่างๆ ตามข้อตกลงโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ คู่สัญญาจะต้องลงนามใน Smart Contract เพื่อให้มีผลบังคับใช้ โดยระบบ Blockchain จะทำหน้าที่เสมือนบุคคลที่สามที่คอยรายงานสถานะล่าสุดของข้อตกลงให้กับคู่สัญญา เช่น โครงการ Hermicity ที่ใช้ ระบบ Blockchain ในการทำธุรกรรมซื้อขายสินค้าผ่านสกุลเงินดิจิทัล Ethereum และขนส่งสินค้าด้วยโดรน โดยไม่ผ่านผู้ให้บริการของรัฐหรือสถาบันการเงิน

ในอนาคต Smart Contract จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทั้งในโลกของความเป็นจริงและโลกดิจิทัล โดยจะปรับเปลี่ยนและเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การแบ่งปันผลประโยชน์ สิทธิการเข้าถึงข้อมูล ทรัพย์สินทางปัญญา และภาระผูกพัน ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมด้วยว่า Smart Contract ก็ยังมีข้อจำกัด เพราะเป็นระบบที่แทบจะไม่เปิดโอกาสให้คู่สัญญาสามารถขอยกเลิกสัญญาดิจิทัลที่ลงนามไว้แล้วได้
 
IFTF ได้นำเสนอกลยุทธ์ในการทำ Blockchain มาประยุกต์ใช้ให้ได้รับประโยชน์สูงสุด ดังนี้
1.  เรียนรู้ ที่จะสร้างตรรกะของสัญญาที่คนหรือระบบ Blockchain สามารถตีความไปในทิศทางเดียวกัน ในขณะเดียวกันก็ต้องเปิดโอกาสให้ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงสามารถนำเสนอมุมมองสำคัญ ๆ เพื่อที่จะแก้ไขข้อพิพาทต่าง ๆ ได้ด้วย
2.  กำหนด ขอบเขตของความเป็นส่วนตัว มีความโปร่งใส และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบของคู่สัญญา หากเกิดกรณีพิพาท
3.  พัฒนา รูปแบบการควบคุมสัญญาให้มีความยืดหยุ่น เพื่อให้ผู้ร่วมสัญญาเข้าร่วมได้โดยง่าย และยังสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ร่วมสัญญาและผู้ใช้งานทุกคนในเครือข่าย ซึ่งการสร้างกติกาให้ทุกฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความต้องการในการใช้งานระหว่างกันจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการแลกเปลี่ยนข้อมูลภายใต้ระบบที่มีความน่าเชื่อถือสูง

 
ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน Blockchain อาจยังไม่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในวงการธุรกิจไทย แต่คาดว่า ในอนาคต Blockchain จะส่งผลกระทบต่อหลาย ๆ อุตสาหกรรม ซึ่งหากเราประยุกต์ใช้ได้ก่อนก็จะได้เปรียบคนอื่น แล้วคุณล่ะพร้อมที่จะนำ Blockchain มาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรแล้วหรือยัง ?
 
 
ที่มา: Institute for The Future (IFTF)
สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย TMA ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดี
หากคุณยังคงใช้งานบนเว็บไซต์ เราถือว่าคุณยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ ( Cookie Policy )