TMA  NEWS
Thailand Management Association
“The Show Must Go on : Way Forward for Travel & Hospitality Service Industry”

“The Show Must Go on : Way Forward for Travel & Hospitality Service Industry”

5 สิงหาคม 2563 16:49 น.
Line
“The Show Must Go on : Way Forward for Travel & Hospitality Service Industry”
Executive Forum on Competitiveness 2020 ครั้งที่ 1
“The Show Must Go on: Way Forward for Travel & Hospitality Service Industry”
 
Session 1: “The impact of COVID-19 on the Thai economy”
โดย ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด Economic Intelligence Center (EIC)
       ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 


 
สถานการณ์โดยรวมของเศรษฐกิจไทย จากผลกระทบของ COVID-19 นั้น พบว่า รายได้จากต่างประเทศ คือ การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้หลัก ร้อยละ 12 ของมูลค่า GDP ไทยลดลง ในขณะที่ อุปสงค์และการใช้จ่ายภายในประเทศก็มีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะสินค้าจำพวกคงทน (Durable goods) เช่น เสื้อผ้า และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ที่มีอัตราการเติบโตติดลบค่อนข้างมาก เพราะสินค้าเหล่านี้ คนมองว่า สามารถเลื่อนการใช้จ่ายออกไปได้ รวมถึงผลจากการใช้มาตรการล็อกดาวน์ (Lockdown) ควบคุมการเดินทางของภาครัฐ ทำให้การใช้จ่ายในประเทศมีมูลค่าลดลงจากการเลื่อนใช้จ่ายออกไป นอกจากนี้ จากข้อมูลรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนไทย ปี 2562 มีตัวเลขลดลง ต่ำกว่าปี 2560 และหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น ภาพรวมเงินออมของครัวเรือนไทย ส่วนใหญ่อยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน หากขาดรายได้หรือเผชิญวิกฤต การจ้างงานในไทยมีแนวโน้มลดลง ตัวเลขอัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้น อ้างอิงจากข้อมูลการจ่ายเงินประกันสังคมเมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการเติบโตติดลบถึง    ร้อยละ 3.2 จากช่วงก่อนหน้าที่จะเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540  และข้อมูลจากเว็บไซต์รับสมัครงาน JOBSDB.COM พบว่า จำนวนตำแหน่งประกาศจ้างงาน ลดต่ำลงกว่าร้อยละ 19 จากช่วงก่อนการระบาดของ COVID-19 โดยภาคอุตสาหกรรมที่มีการจ้างงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด  ส่วนใหญ่จะเป็นภาคที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ยิ่งไปกว่านั้น ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจยังลดลงสู่จุดต่ำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาที่ผ่านมา และคาดการณ์ว่าตลอดปี 2564 มูลค่าการส่งออกของไทย น่าจะติดลบมากกว่าร้อยละ 10 ภาพรวมผลเชิงลบจากวิกฤติครั้งนี้ จะเริ่มต้นจากคนระดับล่างขึ้นมา ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง สถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ธุรกิจปิดกิจการสูงขึ้นกว่าร้อยละ 11 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ ผนวกกับมาตรการภาครัฐที่อัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจ ที่จะจบลงในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ถือเป็นความท้าทายภาครัฐว่าจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต่อไปอย่างไร
 
อย่างไรก็ตาม บางภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมกลับมีแนวโน้มการเติบโตในทางบวก ท่ามกลางวิกฤตครั้งนี้ ได้แก่ ธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ พบว่า คนไทย มีการใช้บัตรเครดิต/เดบิต ทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น รวมถึงอุตสาหกรรมจำพวกอาหาร ยาและเวชภัณฑ์ ในส่วนของตัวเลขการจ้างงานของภาครัฐ งานด้านเทคโนโลยี งานด้านการแพทย์สาธารณสุขยังคงทรงตัว เมื่อพิจารณาเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย การใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวน่าจะยังคงซบเซา และฟื้นตัวไม่ได้อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาอันใกล้นี้ ทั้งนี้ โครงการ Travel bubble ที่มีการเสนอกันอยู่นั้น มองว่า น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ค่อนข้างช้า เพราะการระบาดของ COVID-19 ทั่วโลก ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง


สำหรับแนวทางการปรับตัวของภาครัฐและภาคเศรษฐกิจไทย เห็นว่า ภาครัฐยังควรดำเนินมาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจต่อไป แต่จำเป็นต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ ภาคการเงิน ควรมีมาตรการช่วย SMEs ที่ขาดสภาพคล่อง และเน้นเรื่องการยกระดับพัฒนาทักษะของแรงงานไทย ในช่วงที่มีอุปทานของแรงงานในตลาดสูงกว่าอุปสงค์ค่อนข้างมาก


ข้อแนะนำต่อภาคธุรกิจ และประชาชนในการปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤต COVID-19 ในครั้งนี้ คือ         
1)  เตรียมสภาพคล่องทางการเงิน ใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น
2) เน้นผลิตสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้บริโภค เพื่อสร้างความจงรักภักดี (Loyalty) ต่อสินค้าและบริการของลูกค้า เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก
3) ลงทุนในสิ่งที่จำเป็น เช่น การพัฒนาคน และระบบออนไลน์

 
Session 2: “Way forward for travel & hospitality service industry”
โดย  คุณยุทธศักดิ์ สุภสร         ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
       คุณภัทรียา พัวพงศกร      บรรณาธิการหมวดท่องเที่ยว The Cloud
       คุณสมเพชร คติสมสกุล    Co-founder & COO “SNEAK”

ดำเนินการอภิปรายโดย
       คุณนุสติ คณีกุล  ผู้จัดการอาวุโส ศูนย์เพื่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน
                                                    สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย
 


คุณยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา เปิดศักราชต้นปี 2563 นั้น ยังคงมีแนวโน้มที่สดใส ภาคการท่องเที่ยวไทย เพิ่งจะฟื้นตัวดีขึ้นเป็นปกติ จากปี 2561 ที่มีเหตุการณ์เรือล่มที่   จ.ภูเก็ต ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชาวจีน ขาดความเชื่อมั่นเรื่องความปลอดภัย ปัญหาการทำลายธรรมชาติ จากการคาดการณ์ก่อนที่จะเกิดวิกฤตการณ์การระบาดของ COVID-19 นั้น คาดว่า ปี 2563 จะมี
 
นักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ประมาณ 41-42 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประมาณ 39 ล้านคน แต่เมื่อเกิดวิกฤต COVIS-19 ที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ส่งผลให้ทุกอย่างพลิกผัน และผลกระทบเกิดขึ้นต่อภาคการท่องเที่ยวรุนแรงที่สุด กระทบการเดินทางทั้งหมดโดยสิ้นเชิง เครื่องบินหยุดทำการบิน กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต้องหยุดชะงัก รวมถึงการท่องเที่ยว อัตราการเข้าพักโรงแรมในประเทศไทย มีค่าเฉลี่ยการเข้าพักเหลือเพียงร้อยละ 0-5 แนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวค่อย ๆ ลดลง โดยมีตัวเลขนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศสะสมในช่วงต้นปี ก่อนปิดน่านฟ้าเหลือเพียง 6.75 ล้านคน และจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศ 30-40 ล้านคน ทำให้คาดการณ์ว่า ตลอดปี 2563 รายได้จากการท่องเที่ยวของไทย จะเหลือเพียง 700,000 ล้านบาท ลดลงกว่าร้อยละ 80 จากปีก่อน ทั้ง ๆ ที่การท่องเที่ยวถือเป็นแหล่งขับเคลี่อนรายได้ที่สำคัญของประเทศไทย ผนวกกับกำลังซื้อในประเทศที่ลดลงเช่นกัน จึงประมาณการได้ว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นต่อการท่องเที่ยวน่าจะรุนแรงมาก โดยการท่องเที่ยวทั่วโลก ได้รับผลกระทบทั่วถึงเช่นเดียวกันหมด คาดว่ารายได้จากการท่องเที่ยว น่าจะติดลบไม่ต่ำกว่าร้อยละ 78 สำหรับการเดินทางทั่วโลก


นอกจากนั้น การระบาดของ COVID-19 ยังมีปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องหลายอย่าง คนไทยยังหวาดกลัว ว่าจะมี imported case เข้ามาอีกหรือไม่ ในขณะที่ ประเทศไทยมีอัตราการพึ่งพิงนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศค่อนข้างสูง ต้นทุนในการเดินทางสูงขึ้น การเดินทางแต่ละครั้งของคน ต้องคิดทบทวนมากขึ้น เช่น จำเป็นต้องซื้อประกันการเดินทางหรือไม่ หากเดินทางไป จะทำให้ต้องโดนกักตัวหรือไม่ ซึ่งทำให้คนไม่อยากเดินทาง มองว่า New Normal ตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีน ทัศนคติคนไทย ยังไม่พร้อมเปิดรับคนต่างชาติเข้ามา ต้องรอจังหวะที่เหมาะสม โรงแรมที่ยังไม่สามารถเปิดดำเนินกิจการ  สถาบันการเงินจะรองรับ stress test ได้เท่าไร ทั้งนี้ ททท. ได้ทำการประมาณการจุดวิกฤติ จากปัจจุบันที่โรงแรมไทย มีอัตราการเข้าพักเพียงร้อยละ 0 – 5 โดยเฉลี่ย แต่ถ้าจะสามารถรอดพ้นจากวิกฤตนี้จริง ๆ ทั้งประเทศต้องมีอัตราการเข้าพักถึงร้อยละ 28 ภายในสิ้นปีนี้ มิเช่นนั้นทุกภาคส่วนอาจได้รับผลกระทบมหาศาล อย่างไรก็ตาม ประเทศไทย ยังคงสามารถดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยด้านสาธารณสุข วัฒนธรรม และธรรมชาติที่สวยงาม ทำให้ กทม. เป็นแหล่งจุดหมายปลายทางของการเดินทางอันดับแรก (Top of mind) อ้างอิงจากยอดค้นหาทางอินเทอร์เน็ตสูงสุดเมื่อเร็ว ๆ นี้


แนวโน้มการท่องเที่ยวของไทยในอนาคต ควรเน้นในเรื่องของความปลอดภัยและความยั่งยืน (Safe & Sustainable future) เพื่อให้ภาคการท่องเที่ยวยังคงเดินหน้าต่อไปได้ โดย ททท. แนะนำ 3D สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาคการท่องเที่ยวต้องปรับตัว ดังนี้
 
 
 
3D ในการปรับตัวสำหรับภาคการท่องเที่ยว:
D ที่ 1: Domestic เน้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ กลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) นักท่องเที่ยวไทยที่นิยมไปเที่ยวต่างประเทศทุกปี จำนวนประมาณ 12-13 ล้านคน ให้หันมาท่องเที่ยวในประเทศแทน ซึ่งอาจทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศได้ถึง 400,000 ล้านบาท 2) กลุ่ม Expats ซึ่งมีอยู่ถึง 12 ล้านคน ในประเทศไทย ซึ่งมีความต้องการท่องเที่ยว แต่ไม่รู้จะไปสถานที่ใด และ 3) กลุ่มงานประชุมสัมมนาของภาครัฐ เพื่อลดความเสี่ยงจากภายนอก

D ที่ 2: Digital ซึ่งขณะนี้ เป็นประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเทคโนโลยี จะช่วยในการลดความเสี่ยงของการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ได้

D ที่ 3: Dynamism โดยภาคธุรกิจต้องสามารถปรับตัวได้ ต้อง Agile ปรับ business model ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส พิจารณาว่า COVID-19 ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างไร และควรปรับตัวอย่างไรให้มี Safe & Sustainable
โดยนโยบายของ ททท. ปัจจุบัน เน้นการท่องเที่ยวเมืองรอง เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะประเทศเพื่อนบ้านตอนนี้ เช่น พม่า ลาว มีสถานที่ท่องเที่ยว Unseen มากกว่าเรา ซึ่งมองว่าส่วนใหญ่ สถานที่ต่าง ๆ จะเป็นที่สนใจในการท่องเที่ยวได้ มักจะเกิดจากคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ไปท่องเที่ยวเป็นจุดเริ่มต้น แล้วมีการบอกต่อกันไป


คุณสมเพชร คติสมสกุล Co-founder & COO “SNEAK” ระบุว่า สำหรับธุรกิจ Startup SNEAK นั้น ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤต COVID-19 ครั้งนี้ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าต่างชาติ และก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 ทาง SNEAK ได้วางแผนจะทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดโอลิมปิก ที่ประเทศญี่ปุ่น แต่เมื่อวิกฤตเกิดขึ้น ทำให้โมเดลธุรกิจไปต่อไม่ได้ จึงคิดที่จะนำบริการที่มีมาปรับใช้กับคนไทย แต่พบว่าใช้ไม่ได้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่มีพฤติกรรมที่แตกต่างออกไปจากคนต่างชาติ โดยนิยมวางแผนทริปก่อนเดินทาง และท่องเที่ยวตามเพื่อนค่อนข้างมาก



ทั้งนี้ ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นธุรกิจ SNEAK ว่า เกิดจากการเห็นภาพเพื่อน ๆ ไปท่องเที่ยวในสื่อโซเชียลต่าง ๆ ซึ่งร้อยละ 70 ของภาพบนอินสตาแกรม จะเป็นภาพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว และพบว่าการวางแผนทริปแต่ละครั้ง ต้องใช้เวลาในการวางแผน จองตั๋วเดินทางค่อนข้างมาก SNEAK จึงเกิดขึ้น เพื่อช่วยลูกค้าสร้างแผนทริปท่องเที่ยว เกิดเป็นบริการ Customization City pass จากการที่พฤติกรรมผู้บริโภคมีแนวโน้ม personalized มากขึ้น

ในส่วนของสถานการณ์การท่องเที่ยวในประเทศไทย พบว่าในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม การค้นหาทางอินเทอร์เน็ตเพื่อการท่องเที่ยวของคนไทย ลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคนไทยมีแนวโน้มหวาดกลัวการระบาดของ COVID-19 ลดลงเล็กน้อย
การปรับตัวทางธุรกิจของ SNEAK จากเดิมที่บริการไม่ตอบโจทย์คนไทย จึงเกิดเป็นคำถามตามมาว่า SNEAK ควรปรับธุรกิจอย่างไร เพื่อให้บริการที่มีอยู่คนไทยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ในท้ายที่สุด SNEAK จึงปรับบริการมาทำเป็น Café pass เพราะคนไทยมีการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชั่น เช่น แกร็บ (Grab) มากขึ้น มองว่าแนวโน้มผู้บริโภคที่กำลังมาแรงคือ Personalization Customer Life Time Value และ Environmental friendly ให้ความสำคัญเรื่องประสบการณ์ลูกค้ามากกว่าราคา โดยพบว่า ปัจจุบันผู้บริโภคส่วนใหญ่มีแนวโน้มจองตั๋วต่าง ๆ หลังมีการเดินทางมากขึ้น ประมาณร้อยละ 48 จากเดิมที่จะนิยมจองล่วงหน้า นอกจากนี้ จากการศึกษาของ Boston Consulting Group (BCG) ระบุว่า การที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคแบบ Individual need หรือ personalization ตามแนวโน้มข้างต้นได้นั้น ต้องอาศัยเรื่อง Strength of human & machine และการใช้ข้อมูลต่าง ๆ และได้กล่าวถึง Bionic Pricing & Revenue Management ซึ่งประกอบด้วย 3 ปัจจัย อันจะช่วยปรับตัวในโลกพลวัตนี้ได้ คือ ราคา คน และเทคโนโลยี รวมถึงได้ระบุถึงแนวทางในการเสาะหาโอกาสและปรับตัวของ SNEAK ที่ใช้ข้อมูล (Data driven) และเทคโนโลยีเป็นหลัก เป็นสิ่งสำคัญมากต่อการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน โดยอาจจะพิจารณาเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ก็ได้ เช่น Facebook data analysis ซึ่งจะทำให้เห็นข้อมูลเชิงลึกบางอย่าง เพื่อนำไปศึกษาเรียนรู้ทางธุรกิจต่อได้



คุณภัทรียา พัวพงศกร บรรณาธิการหมวดท่องเที่ยว The Cloud เล่าถึงจุดเริ่มต้นธุรกิจของ The Cloud ว่า ปัจจุบันเราจะพบภาพหรือ Content เกี่ยวกับการท่องเที่ยวได้ง่ายมากตามสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ซึ่งบางครั้ง ส่งผลให้เสน่ห์การเดินทางขาดหายไป The cloud จึงเกิดไอเดีย Travel to learn. Travel with concepts. ซึ่งประกอบด้วย 7 รูปแบบท่องเที่ยว ได้แก่ 1) Travelogue 2) Creative Destination 3) Hotel with storytelling 4) Walk with The Cloud 5) Earth Appreciation 6) The Cloud Journey และ 7) อิ่มทริป ที่แต่ละรูปแบบจะมีความแตกต่างกันออกไป เน้นการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ เน้นเรื่องประสบการณ์ที่แตกต่าง (Unique experience) บันทึกการเดินทาง คัดเลือกเรื่องที่น่าสนใจ เช่น เรื่องอาหาร เรื่องโบสถ์ เรื่องสถาปัตยกรรม ตามความสนใจของ   แต่ละกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม จากการระบาดของไวรัส COVID-19 นั้น ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ The Cloud เหมือนกัน ทำให้ต้องฝึกและพัฒนาทักษะใหม่ด้านออนไลน์ จากเดิมที่จัดอีเวนต์ หันมาดำเนินการผ่านเฟสบุ๊กไลฟ์ และโปรแกรมซูมแทน เน้นเรื่องการท่องเที่ยวในท้องถิ่น (Localization) มากขึ้น และกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันและหลากหลาย ตามความสนใจ และใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกัน

ในช่วงท้ายของการอภิปราย มีการพูดคุยถึงเรื่อง Travel bubble จับคู่ประเทศท่องเที่ยว ซึ่งผู้ร่วมอภิปรายเห็นตรงกันว่า ในทางปฏิบัติอาจยังไม่สามารถทำได้ง่าย เพราะในหลาย ๆ ประเทศ เช่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ก็ยังมีเคสการระบาดกลับมาเป็นระลอก รวมถึงการเดินทางจะมีขั้นตอนในการเข้าประเทศเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งอาจส่งผลต่อประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ไม่น่าพอใจ จากการที่ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม (Everything is under control) และสำหรับประเทศไทย สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เรื่องความปลอดภัยของประชาชน ในการตัดสินใจว่าจะเปิดประเทศหรือไม่ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มภาคการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน 3 ประการ คือ 1) Technology 2) Environment  และ 3) Sustainability ธุรกิจควรมีระบบออนไลน์ ใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการดำเนินการต่าง ๆ รวมถึงการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ปรับ Mindset เพราะปัจจุบันปลาเร็วเท่านั้นที่จะอยู่รอด พิจารณาว่า การเปลี่ยนแปลงที่ธุรกิจจะดำเนินการสอดคล้องตอบรับกับการท่องเที่ยวสมัยใหม่หรือไม่

ประเด็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน มองว่าเป็นสิ่งดีที่ภาครัฐและธุรกิจสตาร์ทอัปมาร่วมมือกัน เพื่อช่วยกันเปลี่ยนแปลงการท่องเที่ยวในประเทศไทย ให้มีความเข้มแข็ง คาดการณ์ว่า ในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า อาจจะเร็วไป ที่จะสามารถกล่าวได้ว่าภาคการท่องเที่ยวไทย จะกลับมาเป็นปกติ แนะนำธุรกิจที่เกี่ยวข้องภาคการท่องเที่ยวไทย ไม่ควรพึ่งพิงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามาในอนาคต แต่ควรให้ความสำคัญกับคนในประเทศไทย ที่ยังคงมีกำลังซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มไทยเที่ยวนอก Expat และการประชุมสัมมนาในประเทศ ร่วมกับการนำเสนอบริการที่แตกต่างเฉพาะเจาะจงกับกลุ่มเป้าหมาย (Niche) เจาะลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ที่มี Persona ชัดเจน เน้นช่วยตนเองก่อน ต้องปรับตัว เป็นปลาเร็ว นำสินค้าและบริการที่มีอยู่เดิมมาปรับเปลี่ยน พัฒนา ให้เกิดประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมาย


 
สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย TMA ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดี
หากคุณยังคงใช้งานบนเว็บไซต์ เราถือว่าคุณยอมรับ นโยบายการใช้คุกกี้ ( Cookie Policy )