top of page
Beyond the Ranking
Beyond the Ranking

 

ree
ree

บทความจากจากการสัมมนา Beyond the Ranking – Strategic Imperatives For Thailand’s Digital Future เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ห้องแกรนด์ฮอลล์ โรงแรมดิแอทธินี กรุงเทพ ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้โครงการการสื่อสารเพื่อสนับสนุนการยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย (Driving a Nation Towards World Digital Competitiveness) เพื่อสื่อสารและสนับสนุนการยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลให้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยกระดับอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศในเวทีโลก โดยโครงการนี้ดำเนินการร่วมกันระหว่าง สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) และสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA)

 

Keynote Session: Beyond the Ranking

โดย  ศาสตราจารย์อาร์ทูโร บริส (Prof. Arturo Bris) 

ผู้อำนวยการ

IMD World Competitiveness Center ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

 

“การจัดอันดับ World Digital Competitiveness Rankings มีขึ้นเพื่อวัดความสามารถของแต่ละประเทศในการช่วยเหลือภาคธุรกิจในการดำเนินกระบวนการ Digital Transformation โดยไม่เพียงแต่ประเมินความสามารถในการแข่งขันของนโยบายสาธารณะเท่านั้น แต่ยังรวมไปปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา วัฒนธรรม”

 

ศาสตราจารย์อาร์ทูโร บริส (Prof. Arturo Bris) ผู้อำนวยการ IMD World Competitiveness Center ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้นำเสนอผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัลของประเทศไทย (World Digital Competitiveness Ranking - WDCR) และได้แนะนำการทำความเข้าใจความหมายเชิงลึกของ "Competitiveness" รวมถึงแนวทาง ทั้งในด้านกลยุทธ์ นโยบาย และผลกระทบต่อสังคม เพื่อตอบรับกระแส AI อย่างยั่งยืน โดยมีสรุปผลการบรรยาย ดังนี้


IMD World Competitiveness Center จัดทำ World Digital Competitiveness Rankings เพื่อวัดขีดความสามารถของประเทศในการผลักดันกระบวนการ Digital Transformation โดยประเมินจากปัจจัยรอบด้าน อาทิ นโยบายสาธารณะ โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และวัฒนธรรม เพื่อสะท้อนความพร้อมของเศรษฐกิจในการใช้เทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนหลักสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับธุรกิจ ภาครัฐ และสังคมโดยรวม


ในปี 2025 ที่ผ่านมา จากการจัดอันดับทั้งหมด 68 เขตเศรษฐกิจ ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 38 ของการจัดอันดับ World Digital Competitiveness Rankings โดยชี้วัดปัจจัยในสามกลุ่มที่ส่งผลในรูปของระดับการลงทุนและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของแต่ละประเทศ คือ Knowledge วัดทั้งปริมาณและคุณภาพในการลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ Technology วัดคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี และ Future Readiness วัดความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี


ตัวชี้วัดด้าน Future Readiness คือปัจจัยสำคัญที่สะท้อนความพร้อมของประเทศในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ซึ่งพัฒนาได้ยากที่สุด แม้ประเทศไทยจะมีพัฒนาการด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในระดับที่น่าพอใจ แต่กลับยังขาดการส่งเสริมด้าน Future Readiness อย่างจริงจัง เห็นได้จากอันดับ World Digital Competitiveness Ranking ย้อนหลังที่พบว่า ในขณะที่ด้านความรู้ (Knowledge) และเทคโนโลยี (Technology) เติบโตขึ้น ขีดความสามารถด้านความคล่องตัวของภาคธุรกิจ (Agility of companies), การถ่ายทอดความรู้ (Knowledge transfers) และรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government) กลับลดลงอย่างต่อเนื่อง

การขับเคลื่อน Digital Nation ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐฝ่ายเดียว แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ 'การปรับตัวของภาคธุรกิจ' โดยยกตัวอย่างบทเรียนจากญี่ปุ่น ซึ่งชี้ให้เห็นว่าแม้เทคโนโลยีจะล้ำหน้า แต่หากธุรกิจเฉื่อยชา อันดับโลกก็ร่วงได้ ในขณะที่โมเดลเอสโตเนียพิสูจน์ว่าความมุ่งมั่นของภาคธุรกิจสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนดิจิทัลที่ทรงพลังกว่าโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว


ทั้งนี้ ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลักในการปรับตัวสู่ภาวะความพร้อมในอนาคต (Future Readiness) ได้แก่ ภาวะที่ธุรกิจไทยขาดความยืดหยุ่น (Agility) ในการปรับโมเดลการลงทุนและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการประยุกต์ใช้ AI ที่เป็นแนวโน้มหลักของโลกในปัจจุบัน นอกจากนี้ ผู้บริหารไทยยังยอมรับว่าตัดสินใจช้า ไม่ทันต่อการรับมือความเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล และยังทำให้คว้าโอกาสทางดิจิทัลได้ช้าลง ซึ่งการยกระดับความสามารถเพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร (Cultural Shift), การลงทุนด้านดิจิทัล และที่สำคัญที่สุดคือ การปรับบทบาทของผู้นำธุรกิจ ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมอย่างจริงจังเพื่อขับเคลื่อนกระบวนการ Digital Transformation

พัฒนาการทางเทคโนโลยีในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ทั้ง AI, Blockchain และ Big Data ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริมการทำงาน แต่คือกลไกหลักที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับที่ภาคธุรกิจดั้งเดิมไม่สามารถปรับความเข้าใจได้ทันท่วงที ซึ่งในการรับมือความเปลี่ยนแปลงนั้น จะต้องใช้นวัตกรรมเข้ามาช่วย

 

การจำแนกนวัตกรรม 3 รูปแบบ

1.  Evolutionary Innovation เป็นการพัฒนาหรือยกระดับให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิม เช่น เลนส์แว่นตา

2. Revolutionary Innovation เป็นการสร้างผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ขึ้นมา เช่น ลิฟต์หรือบันไดเลื่อนแทนบันได

3. Disruptive Innovation (นวัตกรรมพลิกโฉม): นวัตกรรมที่ไม่ได้แค่เปลี่ยนรูปแบบการใช้งาน แต่ยังทำลายล้าง หรือส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจดั้งเดิม (เช่น Uber แทนแท็กซี่) Disruptive Innovation เป็นนวัตกรรมที่ผู้แข่งขันรายเดิมในตลาด “ตอบโต้กลับได้ยาก” กว่าร้อยละ 90 ของนวัตกรรมเชิงปฏิวัติมีจุดเริ่มต้นจากเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถพัฒนาไปสู่การพลิกโฉมอุตสาหกรรมในระยะยาว

 

Disruptive Innovation เป็นผลลัพธ์จากการพัฒนาเทคโนโลยี ณ ปัจจุบัน และในขณะเดียวกัน Disruption ก็เร่งให้วงจรธุรกิจ (business cycles) สั้นลงกว่าเดิม จาก 30-40 ปี เหลือเพียงมากที่สุดแค่ 10 ปีเท่านั้น และเมื่อ Disruption เกิดขึ้น ธุรกิจจำเป็นที่จะต้องปรับตัวตาม หากธุรกิจไม่ยืดหยุ่นพอ ก็จะทำให้ละเลยนวัตกรรมใหม่ ๆ จนเมื่อเริ่มเสียเปรียบในการแข่งขันถึงค่อยปรับตัว ซึ่งมักเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดจุด เช่น การไล่ซื้อกิจการหรือลอกเลียนแบบจนสุดท้ายสู้เขาไม่ได้ ประเทศไทยจึงต้องการผู้นำที่ “ยืดหยุ่น” มากพอให้ตอบสนองและปรับตัวตาม Disruptions ที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

การรับมือต่อ Disruption อย่างถูกวิธี คือการสร้างความยืดหยุ่น (Agility) ให้กับภาคธุรกิจ ซึ่งเมื่อภาคธุรกิจมีความยืดหยุ่นที่ดีขึ้น ก็ย่อมตอบสนองต่อ Technology Disruption ได้ดีขึ้น และสะท้อนออกมาในรูปของ National Digital Competitiveness ที่เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจล้วนถูกพัฒนาให้มีความยืดหยุ่นที่มากพอที่จะตอบสนองต่อ Technology Disruption ได้พร้อมกันในหลายมิติ อาจกล่าวได้ว่า ผู้นำต้องสร้างองค์กรที่สามารถรักษาธุรกิจเดิมไปพร้อม ๆ กับการมีโครงสร้างส่วนที่ยืดหยุ่นเพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ เพื่อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องจนสามารถ 'Disrupt ตัวเอง' ได้ก่อนคู่แข่ง ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจก้าวข้าม Digital Disruption ได้อย่างยั่งยืน

 

ท่านสามารถชมบันทึกการบรรยายได้ที่ https://youtu.be/gdfp1Uura0c 

..................................................................................


Untitled design (29)_edited_edited.png

สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย

276 ซ.รามคำแหง 39 (เทพลีลา 1) ถ. รามคำแหง แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310

Contact Us

Tel: +662-319-7677 / +662-718-5601

Click here to find us on map

  • Line_Rounded_Solid_icon-icons.com_61550
  • LinkedIn
  • Facebook
  • Instagram

Copyright ©2024 by Thailand Management Association.

bottom of page